โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห้าม ‘พงส.’ ช่วยราชการ

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เก็บตกอีกหนึ่งข้อสั่งการ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ แม่ทัพใหญ่สำนักปทุมวัน ในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ประเด็นกำชับขับเคลื่อนการพัฒนางานสอบสวนในทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องค่าตอบแทน การเพิ่มปริมาณพนักงานสอบสวน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น นำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน และให้หัวหน้าหน่วยทุกระดับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน ที่สำคัญต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ 2 เส้นคือ

"ห้ามมิให้มีคำสั่งไปช่วยราชการที่มิใช่สถานีตำรวจ และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่มิใช่งานสอบสวนโดยเด็ดขาด" เพราะไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ใครขึ้นมาบริหารงานก็จะขึงขังห้ามไม่ให้มีคำสั่ง "ตำรวจ" โรงพักไปช่วยราชการที่อื่น โดยเฉพาะ "พนักงานสอบสวน" ที่เกิดปัญหากำลังขาดแคลนเกือบทุกโรงพัก หากมีใครถูกดึงไปช่วยราชการสำนักงาน "นาย" พนักงานสอบสวนที่เหลืออยู่ก็แบกงานกันหลังแอ่น ถ้าครั้งนี้ "ผบ.ต่าย" ทำได้จริง เหล่า "สีกากี" ไร้เส้นไร้สายที่ต้องก้มหน้าแบกงานแทนคงต้องยกมือ…สาธุ

เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ "สำนักปทุมวัน" ที่ควรสนับสนุนในการดึงภาคประชาชนมาเป็นส่วนร่วมในการทำงานของตำรวจ บิ๊กหวาน-พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ประชุมคณะทำงานพัฒนาการดำเนินงานเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้านเพื่อความปลอดภัยชุมชนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พิจารณาแนวทางการพัฒนาและยกระดับเครือข่ายอาสาสมัครตำรวจบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การเฝ้าระวังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งการสร้างความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับภาคประชาชนในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และร่วมขับเคลื่อนการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก เพียงแต่สิ่งที่ "บิ๊กหวาน" ต้องกำชับ ต้องเฝ้าระวังการทำหน้าที่ของ "อาสาสมัครตำรวจบ้าน" ต้องอยู่ในกฎ อยู่ในระเบียบ อย่าให้แตกแถวไปสร้างความเสื่อมเสียเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจเข้าสู่อาชีพ "ตำรวจ" กองบัญชาการศึกษา หรือ บช.ศ. ที่มี บิ๊กปิ่น-พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ กุมบังเหียน "ผบช.ศ." ประกาศรับสมัครบุคคลผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน พ.ศ.2569 กลุ่มสายงานอำนวยการและสนับสนุน สายงานธุรการ การเงินและบัญชี พัสดุ ฯลฯ จำนวน 800 อัตรา โดยวิธีการสอบแข่งขัน คุณสมบัติผู้สมัครสอบ อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันสุดท้ายของการรับสมัคร โดยต้องเป็นผู้ที่เกิดระหว่าง 24 มิ.ย.2534-24 มิ.ย.2551 เพศชายสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร รอบอกไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตร เพศหญิงสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร สำเร็จการศึกษา ม.6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า โดยต้องสำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติประกาศนียบัตรจากสถานศึกษานั้นๆ ภายในวันสุดท้ายของการรับสมัคร 24 มิ.ย.69 วุฒิการศึกษาที่ใช้ต้องได้รับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ หรือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หรือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) วิธีการสมัคร กองบัญชาการศึกษา รับสมัครทางอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ http://policeadmission.jobthaigov.com โดยตรง ห้ามผ่าน www.google.com) ตั้งแต่วันที่ 2-24 มิ.ย.69 ตลอด 24 ชม.

ประกาศจากกองทัพเกี่ยวกับข้อห้ามการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล ภาพถ่ายทางราชการ ค่อนข้างจะเข้มข้นเป็นพิเศษ ถือเป็นการสะกิดเตือนเพจปั่นข่าวเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ที่เคยรวยจากการทำรายได้ช่วงสงครามไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา เลยไปถึง “อินฟลูฯ” ของหน่วยทหารต่างๆ รวมถึงการส่งสารถึงสื่อมวลชนที่นำข้อมูลการบอกเล่าจากแหล่งข่าวมานำเสนอก็อยู่ในข่ายการเตือนนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปั่นข่าวการเคลื่อนรถถังของกัมพูชา หรือการเคลื่อนยุทโธปกรณ์ของเรา ทำให้บรรยากาศดูตึงเครียด ประชาชนตามแนวชายแดนเริ่มรู้สึกกังวล ยิ่งไปตีความการปรับแผนการอพยพที่ จ.สุรินทร์ ข่าวกระพือไปไกลว่า “รบรอบสาม” มาแน่ ส่วนสถานการณ์จริงในภาพรวมยังอยู่ในระดับของการประเมิน แต่ก็คงประมาทไม่ได้ การเตรียมความพร้อมทุกด้านยังต้องทำให้ต่อเนื่อง อย่างน้อย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้คุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ที่ทำเนียบฯ รับทราบข้อมูลแบบอัปเดตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบระดับสถานการณ์จริง

SAAB สวีเดน เปิดตัว “เครื่องบินขับไล่ Gripen F ลำแรกของกองทัพอากาศ “บราซิล” รุ่นเดียวกับที่กองทัพอากาศไทยสั่งซื้อรอบล่าสุดจำนวน 4 ลำ โดยมี “เสธ.โอ๋” พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมงานเปิดตัวที่เมืองลินเชอปิง สวีเดน สำหรับเครื่องบิน Gripen F เป็นเครื่องบินขับไล่แบบ 2 ที่นั่ง ที่มีขีดความสามารถใช้ทำการฝึกนักบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกออกแบบให้ปฏิบัติภารกิจการรบในสภาพแวดล้อมในอนาคตที่มีภัยคุกคามที่สูงขึ้น อันตรายขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักบินในระยะเวลาอันสั้นในการรับมือ ดังนั้น ด้วยการสนับสนุนจาก AI และระบบสมองกลอันทันสมัยของเครื่องบิน จะช่วยสร้างการรับรู้และสนับสนุนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจให้นักบินในที่นั่งหน้า ที่จะแยกไปให้ความสนใจการรบตรงหน้าและบริหารจัดการเฉพาะ Inner OODA LOOP สำหรับนักบินในที่นั่งหลังจะทำหน้าที่ในการควบคุมภารกิจและบริหารจัดการ Outer OODA loop

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำที่ 2 ไม่บรรจุอยู่ในแผนโครงการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แม้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ จะพร้อมนำเสนอเหตุผลความจำเป็นในชั้นของหน่วยขอรับงบประมาณ ที่เสนอวงเงินผูกพันงบฯ ไปให้สำนักงบประมาณพิจารณา แต่เมื่อรัฐบาลให้กรอบเรื่องเพดานหนี้ลงมา และข้อจำกัดในการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องค่าครองชีพในลำดับต้น “กองทัพเรือ” ก็ต้องถอยและไปเสนองบฯ ในปี 2571 แทน ซึ่งในปีนั้นจะมีโครงการขนาดใหญ่ที่สิ้นสุดการผูกพันงบประมาณพอดี อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือไม่กี่เดือน “ผบ.โรจน์” ก็จะเกษียณอายุราชการ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องสะสาง ทั้งการเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกตลำแรก การแก้ไขปัญหาเรื่องสัญญากับบริษัทก่อสร้างท่าเทียบเรือ-อู่ซ่อมเรือดำน้ำ ความคืบหน้าในเรื่องเรือดำน้ำที่มาบอกเล่าให้กับสาธารณชนได้ทราบว่าไปถึงไหนแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมา “แม่ทัพเติ่ง" พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน เขตความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ตรวจสอบภูมิประเทศ เส้นทางยุทธศาสตร์ และทบทวนแผนการปฏิบัติของหน่วย ได้พบปะและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมเน้นย้ำการดำรงความพร้อม การยึดมั่นในหน้าที่ และการดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพล เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่าเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มั่นคงเป็นรากฐานสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และการรักษาความพร้อมของกำลังพล ปลายสัปดาห์เดินร่วมคณะกับ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในการเยือนสาธารณประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...