โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ออกสาวแล้วไง?: 14 ปีในวงการของ ‘ต้น ธนษิต’ แชมป์ AF8 ที่ถูกสอนมาตั้งแต่วันแรกๆ ของเส้นทางศิลปินว่า “อย่าออกสาว เดี๋ยวไม่มีงาน” สู่ศิลปินที่วันนี้ภูมิใจจะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันเป็นเกย์ออกสาว”

Mirror Thailand

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ต้น-ธนษิต จตุรภุช: “ออกสาวแล้วไง? ทำไมจะไม่ดี”

‘พี่ต้น’ คนนั้นที่เราเคยเชียร์ตอนอยู่ ‘บ้าน AF’ ตอนนี้ ‘แชมป์ AF8’ คนนี้นั่งอยู่ตรงหน้าเรา เขายังเป็นคนเดิมที่มากความสามารถ เสียงร้องทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ที่มีหนึ่งเดียวยังคงเหมือนเดิม และรอยยิ้มสวยที่แฟนๆ หลายคนชอบก็ยังโดดเด่นออกมาไม่ต่างจากวันแรกที่รู้จัก แต่สิ่งที่มีเพิ่มขึ้นในวันนี้ คือเสน่ห์และความสุขที่แพร่กระจายไปรอบๆ จนคนที่อยู่ใกล้สัมผัสได้ เสน่ห์และความสุขที่ว่านั้น‘ต้น-ธนษิต จตุรภุช’ เรียกมันว่า “การเป็นตัวเองโดยไม่ต้องซ่อน” ซึ่งหมายถึง ความภูมิใจที่จะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันเป็นศิลปินเกย์” และ “เป็นเกย์ออกสาว”

ต้นอยู่วงการมา 14 ปี ช่วงต้นของอาชีพ วันแรกๆ เขาถูกบอกว่า “อย่าสาวนะ เดี๋ยวไม่มีงาน” กระทั่งเมื่ออยากเล่นละคร ก็ถูกห้ามว่า “เล่นไม่ได้หรอก พูดไดอาล็อกยาวๆ แล้วจะออกสาว” โดยไม่เปิดโอกาสให้ลองออดิชันก่อนด้วยซ้ำ ออกเพลงมาเป็นสิบๆ เอ็มวีก็ต้องเป็น Point of view ชาย-หญิง ทั้งที่คนร้องเป็นเกย์ ไปจนถึงติดความกล้าๆ กลัวๆ ที่จะออกสาวในความสัมพันธ์ เพราะคนชอบบอกว่าเป็นเกย์ออกสาว “เดี๋ยวเธอจะนก”

แต่หลายสิ่งเปลี่ยนไป เมื่อได้ ‘แต่ง Drag’ เขาค้นพบพลังหญิงจากการสวมคาแรกเตอร์ครั้งนั้น ต้นรัก ‘งาน’ ตัวเองมากขึ้นจากการรักและโอบกอดตัวตนที่ได้ออกสาว และคิดว่างานเพลงหรือการทำโชว์มีพลังขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต้นได้รู้ว่า แม้มีคนอคติต่อความสาว แต่คนที่รักในความสาวก็มีเสมอ เช่นเดียวกับแฟนหนุ่มและครอบครัว ที่แฮปปี้ที่เห็นเขาชอบบียอนเซ่ แต่งแดร็ก จิกส้นสูง อีกทั้งซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง ‘สักที’ (Once) ในเอ็มวีก็ได้ฉายภาพ Nightlife ของเกย์ผ่านประสบการณ์ตรง (เลือกพระเอกเอ็มวีมาเล่นเองด้วย!) ซึ่งต้นดีใจสุดๆ ที่ได้ทำเอ็มวีจากสายตาเกย์แบบนี้ “สักที”

ยุคนี้เขารู้สึกหายใจโล่งขึ้น เพราะมีคนส่วนหนึ่งพร้อมเข้าใจ แต่ใช่ว่าอคติที่มีต่อคนออกสาวจะไม่เหลือ เพราะแม้จะเห็นศิลปินหรือนักแสดงรุ่นใหม่ออกสาวมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังถูกตั้งคำถาม บ้างก็ไม่สามารถพูดว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ เขาจึงหวังว่าสักวันจะได้เห็นศิลปินหรือนักแสดงพูดได้ว่า “เป็น LGBTQ+” โดยไม่ต้องกลัว

นี่คือ ‘ต้น’ 1 ใน 7 คน จากโปรเจกต์“ออกสาวแล้วไง? : Feminine Energy - Redefining Strength” โดย Mirror Thailand ซึ่งขอโอบกอดพลังความสาวใน Pride 2026 เพราะความสาวไม่ใช่เรื่องผิด และความสาวคือ ‘ความสุข’ ของบางคนที่ได้เฉิดฉายเพราะได้ ‘เป็นตัวเอง’

Q: ถ้าให้เติมประโยค “ออกสาวแล้วไง?…” จะเติมว่าอะไร

A: ออกสาวแล้วไง? ทำไมจะไม่ดี

Q: กว่าจะพูดได้อย่างภูมิใจในวันนี้ว่า ‘เป็นเกย์ออกสาว’ ตลอด 14 ปีในวงการ ต้นเผชิญกับเรื่องยากๆ หรืออคติอะไรบ้างเกี่ยวกับตัวตนความออกสาวของเรา

A: ตอนที่เราเข้ามาในวงการใหม่ๆ หรือตอนชนะ AF ใหม่ๆ เราถูกบรีฟจากผู้ใหญ่ว่า “อย่าออกสาว อย่าสาวมากนะ เดี๋ยวจะไม่มีงาน” เราถูกฝังด้วยคำพูดพวกนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมเขาต้องทำให้การออกสาวเป็นเรื่องที่ผิด ทำไมเขาต้องทำให้การออกสาวเป็นเรื่องที่ไม่ดี เราถูกพูดแบบนี้มา แทบจะวันแรกๆ เดือนแรกๆ ที่เป็นนักร้องเลยด้วยซ้ำ

หรือแม้กระทั่งเราอยากจะเล่นละคร เราไปบอกเขา เขาก็บอกเราว่า “เธอเล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอาล็อกยาวๆ แล้วเธอจะออกสาว” ซึ่งยังไม่ทันให้เราได้ออดิชัน หรือให้เราได้พยายามอะไรเลยด้วยซ้ำ เราเลยรู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมการออกสาวถึงกลายเป็นเรื่องไม่ดีวะ ทำไมการออกสาวถึงดูเป็นสิ่งที่แย่ มันทำให้เราพลาดโอกาสบางอย่างไป เพราะเขาตัดสินเราไปแล้วว่าเราออกสาว เราไม่น่าเล่นบทผู้ชาย หรือพูดไดอาล็อกโดยที่ไม่สาวได้ ทำไมไม่ให้เราลองก่อนล่ะ เราอาจจะทำได้ก็ได้

กระทั่งยุคนี้เราก็ยังเคยได้ยินเลยว่า เกย์บางคนไปแคสต์ซีรีส์วายก็ไม่ได้ เศร้าอะ ในวงการบันเทิงไทยส่วนใหญ่ดาราซีรีส์วายก็เป็นสเตรทกันหมด ไม่ค่อยมีเกย์ เท่าที่เรารู้คือมีน้อยมากที่เป็นเกย์จริงๆ และอันนี้เป็นประเด็นที่ไม่ใช่แค่ในวงการบันเทิงบ้านเรา วงการฮอลลีวู้ดก็มี ที่นักแสดงเกย์ไม่ได้เล่นบทเกย์ แต่ส่วนใหญ่บทเกย์จะเป็นนักแสดงสเตรทมาเล่นแทน

ไม่ได้บอกว่าบทเกย์มันต้องสงวนสำหรับนักแสดงเกย์เท่านั้นนะ เพราะมีนักแสดงสเตรทมากมาย ที่เขาเล่นได้ดี และเรา appreciate แต่เราแค่อยากให้เพิ่มโอกาสให้นักแสดงเกย์ด้วย เพราะเราเห็นมันน้อยมาก มันไม่ค่อยมี เราก็ตั้งคำถามนะว่าทำไมเขาไม่ใช้นักแสดงที่เป็นเกย์บ้างวะ หรือนักแสดงเกย์บางคนก็ไม่กล้าออกอะไรมาก เพราะกลัวไม่โดนเรียกใช้งานหรือเปล่า มันยากอะ เพราะตัวเราก็ตุ้บมาก่อนเหมือนกัน

Q: พอถูกบอกว่าห้ามออกสาวบ่อยๆ สิ่งที่เราตั้งใจยึดมั่นเพื่อไม่ให้รู้สึกฝืนมากเกินไป ณ ตอนนั้นคืออะไร

A: อย่างตอนนี้เราทำงานในวงการก็ไม่ต้องแอ๊บอะไรแล้ว แต่เมื่อก่อนเราก็ไม่อยากแอ๊บว่าเป็นผู้ชายเลย เราเรียกว่าระวังอาการไม่ให้ออกมากดีกว่า อย่างที่เราเคยโดนผู้ใหญ่ขู่ว่า เธออย่าสาวมากนะ เดี๋ยวเธอจะไม่มีงาน พูดแบบนี้เราก็กลัว มันเลยทำให้เราแบบ ไปออกรายการอะไรต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นตัวเองมากขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่เรามีความตั้งใจของเราว่า ฉันจะไม่แอ๊บว่าฉันชอบผู้หญิง ไม่เอาเด็ดขาด ต่อให้ตอนนั้นเราไม่สามารถพูดได้ว่าเราเป็นเกย์ แต่เราก็จะไม่พรีเซนต์ตัวเองว่าชอบผู้หญิง เพราะมันคือการโกหก เราไม่อยาก แต่อย่างที่บอก เขาก็จะมีการ remark ตลอดว่าอย่าสาวมากนะ ก็คือไม่ได้แอ๊บเป็นผู้ชาย แต่ระวังไม่ให้ออกสาวมากละกัน

Q: ไม่ใช่แค่งานในวงการ แต่ชุดความคิดที่มองความออกสาวในทางลบ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ของต้นในฐานะเกย์คนหนึ่งอย่างไรไหม

A: เอาจริงในวงเกย์ เวลาเขาจะออกเดตกันหรือเขาจะหาแฟน ก็จะมีฟีล ขอไม่สาวนะ ซึ่งไม่ได้บอกว่าทุกคน เพราะมันก็มีเกย์บางคนที่ชอบเกย์สาว แต่เท่าที่เราเห็นมาส่วนใหญ่ในสังคมเกย์ปัจจุบัน มันก็ดีขึ้นในเรื่องนี้ แต่มันก็ยังมีบางคนที่ขอเกย์แมนๆ เท่านั้น ขอเกย์ไม่ออกสาว ทั้งนี้ทั้งนั้น เราว่ามันเป็น preference แหละ แต่ก็อยากให้มันดูเป็นคำที่ไม่ดู negative เพราะหลายครั้งความสาวมันก็ยังถูกมองในแง่ลบ

ยอมรับว่าช่วงออกเดตแรกๆ เหมือนเราถูกกระแสสังคมพาไปว่าอย่าออกสาวตั้งแต่เดตแรก เดี๋ยวเธอจะนก เราก็อาจเป็นตัวเองไม่ได้มากขนาดนั้น ตัวต้นเองอาจจะกึงช่วงคุยแรกๆ มันอาจเป็น Peer Pressure มั้ง จริงๆ กับแฟนคนล่าสุด มีเรื่องแต่งแดร็กเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะไม่ใช่แค่เป็นเกย์ แต่พอมีแต่งแดร็กมันมีอีกเลเยอร์หนึ่ง เราไม่รู้ว่าเขาโอเคแค่ไหน เพราะไม่ใช่เกย์ทุกคนที่ชอบ ปรากฏว่าแฟนโอเค ทำอะไรก็ทำไป มันก็ยิ่งทำให้เราแฮปปี้ที่เขา appreciate เรา หรือถ้าปัจจุบัน สมมติเรายังไม่มีแฟน จะออกเดต เราก็จะเป็นตัวเองแบบนี้เลย เราจะให้เขาดูรูปเลยว่าฉันแต่งแดร็กนะ ฉันชอบบียอนเซ่นะ ฉันชอบแต่งตัวโป๊ ถ้าเธอรับได้ก็โอเค ถ้ารับไม่ได้ก็ That’s fine ไปหาคนใหม่

Q: จุดเริ่มต้นไหนที่ช่วยให้เราปลดล็อก Feminine Energy และกล้าปลดปล่อยมันออกมาอย่างเป็นอิสระ

A: มันเริ่มมาจากตอนแต่งแดร็ก คือก่อนที่เราจะแต่งแดร็กเราก็เป็นเกย์ปกติ ใช้ชีวิตปกติ เราเคยลงรูปกับแฟนครบรอบ 3 ปี แล้วเป็นข่าวใหญ่โต ออกเพลงมา 10 ปีรวมกันไม่เคยมีข่าวเยอะเท่านี้ แล้วก็ไม่ได้เป็นความตั้งใจจะ come out ด้วยซ้ำ คือเราใช้ชีวิตของเราปกติ แค่ตอนนั้นรู้สึกว่าฉันไม่เคยคบกับใครเกิน 3 ปี ฉันลงรูปหน่อยดีกว่า ก็เลยได้รับความสนใจจากสื่อมาก หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานที่คนรู้ว่าเราชอบดูรายการ Drag Race เพื่อนสนิทเราคือ Pangina Heals ทีนี้พองานเข้ามา เขาก็แบบอยากลองแต่งแดร็กร้องเพลงดูไหม เราก็แบบเออ ก็ชอบนะแต่ว่าไม่เคยคิดที่จะลอง เพราะไม่รู้ว่าแต่งแล้วจะสวยไหม แต่พอลองครั้งแรกแล้ว เห้ย มันออกมาสวย ติดใจว่ะ เหมือนเราได้ลองเป็นผู้หญิงดูในคราบความเป็นแดร็กควีน รู้สึกสนุก จากนั้นก็เลย embrace ด้าน feminine ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และมีงานแต่งแดร็กเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แถมช่วง 3-4 ปีนี้ ด้วยความที่กรุงเทพฯ มี Pride Month คนดูแบบสาวได้สาวเลย เอาเลย ก็เลยรู้สึกว่า โอเค งั้นฉันก็คงเป็นตัวเองได้แล้วแหละ สาวได้แล้วแหละ ฉันแต่งแดร็กแล้ว หลังจากนี้ทำอะไรก็ได้แล้ว วันนี้มานั่งแต่งหน้า เขาบอกแรงหน่อยนะสีตา เราบอกพี่เอาเลยค่ะ หนูแต่งหญิงมาแล้ว ทำได้ทุกอย่างแล้ว

แต่งแดร็กครั้งแรกน่าจะปี 2019 รู้สึกสุดๆ เลยว่าไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ เป็นจุดปลดล็อกเลย เพราะก่อนหน้านี้เป็นเกย์ปกติ แต่พอเป็นแดร็ก มันเป็นอีกเลเยอร์หนึ่ง อีกสเต็ปหนึ่ง ยูต้องสบายใจกับ sexuality ประมาณหนึ่งเลยนะ เพราะไม่ใช่เกย์ทุกคนที่ลุกขึ้นมาแต่งแดร็ก

พอโอบรับความสาวของตัวเองได้ รู้สึกเลยว่าแบบ รู้อย่างนี้นะ คืออยากได้พลังตรงนี้มาใช้ตอนเพอร์ฟอร์ม พลังตอนที่เราแต่งแดร็กแล้วร้องเพลง มันโคตรฟูลฟีล ถ้าเราได้พลังนี้ในการโชว์อื่นๆ มันจะโคตรสนุกเลย เหมือนเวลาดูคอนเสิร์ตศิลปินที่เราชอบมากที่สุดคือ บียอนเซ่ เรารู้สึกว่า เชี่ย ทำไมทำได้ขนาดนี้วะ แล้วพอเราได้ลองแต่งเอง ได้ร้องเพลงเอง อ๋อ มันคือฟีลแบบนี้เอง มันต้องเป็นฟีลแบบนี้แหละ ทั้งหน้า ผม ไฟ เพลง แดนเซอร์ มันมารวมกันแล้วปึ้ง! อินเนอร์เราออกมา มันมีความสุขแบบนี้นี่เอง การได้เป็นตัวเอง

พลังหญิงมันทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น พลังหญิงมันเป็นพลังที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก แต่คุณจะรู้สึกถึงแรงขับเคลื่อน รู้สึกถึง drive ที่ไม่รู้มาจากไหน อาจจะมาจากวิก จากส้นสูง จากเมคอัพ จากชุด ซึ่งพอเราได้ใส่ เราได้รวมทุกอย่างมาเป็นแดร็กควีน เรารู้สึกว่าโห พลังเรามันมาจากไหนก็ไม่รู้

Q: ตอนนี้พูดได้เลยไหมว่าหายใจโล่งขึ้นจากการได้เป็นตัวเอง หรือยังมีเรื่องอะไรที่ยังรู้สึกว่าคนก็ยังอคติกับความออกสาวอยู่

A: เราว่ามันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่เราเข้ามาในวงการ อย่าว่าแต่ออกสาวเลย เป็นเกย์ยังถูกเพ่งเลย ก่อนเราจะเข้าบ้าน เขาจะมี discussion ว่า อุ๊ย เป็นเกย์หรือเปล่า มันดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ เราสามารถเป็นเกย์ได้ และใครที่ออกสาวเป็นตัวเอง ก็ถูกโอบรับ ยอมรับ และ appreciate มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้รู้สึกสบายตัว สบายใจ ไม่จำเป็นต้องมานั่งทำตัวเป็นเกย์กึง ถึงอย่างนั้น อคติมันก็ยังมีอยู่ มันไม่ได้หายไปสักทีเดียว มันไม่ใช่ว่าทุกคน embrace ความสาวหมดเลย ในกลุ่มเกย์เอง เวลาไปเที่ยว เพื่อนเรากันเองก็ยังพูดว่า มึงอย่าเต้นสาวมาก มึงอย่าเต้นแรงมาก เดี๋ยวผู้ชายไม่ชูส เอ้า ก็เรื่องของมึง กูจะเต้น! หรือเพื่อนก็ยังฟีลแบบแอ๊บกึง เดี๋ยวนก มันแปลว่าอคติมันยังไม่ได้หายไปหรอก และมันจะยังไม่หายไปหรอก แต่มันจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ หาที่หาทางของมันเจอ และเราเชื่อว่าแม้จะออกสาว มันก็จะมีคนที่รักเราในแบบที่เราเป็น

อย่างที่บ้านเราโอบรับความสาวของเราสุดๆ จริงๆ ทั้งพ่อทั้งแม่คือโอเคกับความเป็นเกย์ของเรามาตั้งนานแล้ว ไม่เคยที่จะต้องมีพิธีรีตองการ come out อะไรด้วยซ้ำ ยิ่งตอนแต่งแดร็ก ส่งให้แม่ดู แม่ก็ เอ้ย วันนี้สวย พ่อก็แบบ อู้ ดีจังเลย ถึงแม้คุณพ่อจะเสียไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยมานั่งบังคับว่า ต้องเป็นผู้ชาย หรือต้องแมนนะ

เรารู้สึกว่า ถ้าชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร ก็อยู่ใน circle ของตัวเองไป เราจะไม่ค่อยชอบการพิมพ์ในโซเชียลฯ ไปเหยียดคนอื่นว่า อุ๊ย สาวจัง สาวมาก กล้ามขนาดนี้ทำไมเต้นขนาดนี้ คือแล้วทำไม? ถ้าไม่ชอบก็ไม่ชอบสิ ไม่เห็นต้องมานั่งพิมพ์ เราว่ามันจะไม่หมดไปหรอก มันยังคงมีอยู่แหละ เพียงแค่เราไม่อยากให้ไปด้อยค่าคนโดยการพิมพ์อะไรอย่างนี้ ถ้าคุณชอบแบบนั้น คุณก็ชอบไป ไม่จำเป็นต้องไปว่าคนที่เขาไม่ได้เป็นแบบที่คุณชอบ

ส่วนเรื่องที่ดีใจมากๆ ในยุคนี้ คือแต่ก่อนทำเอ็มวี มันก็มีแต่ชาย-หญิง แต่ตอนที่ซีรีส์วายดังๆ แล้วเราออกเอ็มวี เขาก็เอาคู่วายมาเล่นเอ็มวีเรา ครั้งนั้นเริ่มรู้สึกว่าดีแล้ว หลังๆ ก็เริ่มคิดว่า เดี๋ยวสักวันหนึ่ง กูจะเล่นเองเลย เลือกผู้ชายเองเลย อย่างเอ็มวีล่าสุดเพลง ‘สักที’ ฉันทำสตอรี่ไลน์ตัวฉันเองเนี่ยแหละ ไปเที่ยว นัวผู้ชาย เลือกผู้ชายที่เป็นรุ่นน้องที่หล่อ รู้สึกว่า โอ๊ย โล่งแล้วว่ะ ในที่สุดก็ทำแบบนี้ได้แล้ว เพราะแต่ก่อนมันทำไม่ได้ ออกมาเป็นสิบๆ เพลง ก็จะเป็น Point of view ของชาย-หญิง เป็นเรื่องอกหักของ ชาย-หญิง ทั้งที่เราเป็นคนร้อง แต่ก็ยังดีที่ตอนนั้นเขาไม่ให้เราเล่นกับผู้หญิงนะ (หัวเราะ)

Q: ในฐานะศิลปินไทยคนหนึ่งที่อยู่วงการมานาน มองเห็นที่ทางของศิลปินเกย์ในวงการบันเทิงปัจจุบันอย่างไรบ้าง

A: เราว่าที่ทางหรือสเปซของศิลปินเกย์มันดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องยอมรับว่ามันก็ยังน้อย คือเราไม่รู้เหมือนกันว่ามันน้อยจากอะไร อาจเป็นการที่เราขาดการรวมพลังกันเอง ตอนนี้ทุกคนอาจอยู่กระจัดกระจาย มีกลุ่มเป็นของตัวเอง คืออุตสาหกรรมเพลงของบ้านเรา มันไม่ค่อยเปิดกว้าง มันอยู่ที่คนเสพด้วย เรื่องนี้มันอาจพูดยากมาก แต่ทุกวันนี้เราก็ยังพยายามอยู่ พยายาม represent อย่างเอ็มวีล่าสุด ก็พยายามใส่เกย์สตอรี่ไลน์ เหนื่อยนะ มันขุนยากเหมือนกัน คือรู้สึกว่าวงการเพลงต่างประเทศ เขามีกลุ่ม มีก้อนของเขา มีเควียร์คอมมูนิตี้ แต่บ้านเรามันมีน้อย

เอาจริงเราเคยคิดอยากทำเฟสติวัลเกย์ด้วยซ้ำ สังเกตปะ มันไม่มีเลยนะ เฟสติวัลไม่ค่อยมีศิลปินเกย์หรือศิลปิน LGBTQ+ ได้ขึ้นเท่าไหร่เลยอะ มันก็แอบน่าเศร้าอยู่เหมือนกัน จนเรารู้สึกว่า ถ้าเรามี potential และมีเงินมากพอ เราอยากทำ Gay Music Festival

มันมีเฟสติวัลหนึ่งของต่างประเทศ เป็นเฟสที่รวมศิลปิน LGBTQ+ ทั้งหมด เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล เควียร์ อะไรก็แล้วแต่ เรารู้สึกว่าทำไมบ้านเราไม่มีแบบนี้บ้าง อยากให้มีจังเลย พอเกิดการรวมตัวยาก มันก็สร้างแรงกระเพื่อมได้ยาก

ในวงการบันเทิงตอนนี้ เราเห็นคนออกสาวมากขึ้น น้องบางคนเต้นเริ่ด เต้นไลน์ผู้หญิงเลย เปรี้ยว เราก็แบบชอบจังเลย แล้วก็รู้สึกดีที่เขามีที่ของเขา ซึ่งสามารถ express ความเป็นตัวเองได้ แต่ถึงเขาจะออกสาว แต่บางคนก็อาจจะยังพูดไม่ได้ว่าเป็น อันนี้ก็เป็นเรื่องพูดยาก เพราะเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีเขาอาจจะเข้าวงการมาใหม่ๆ ไม่ได้เหมือนเราที่อยู่มา 14 ปี เขาอาจจะต้องทำตามระบบ หรือคำสั่งอะไรก็แล้วแต่ เขาอาจไม่ได้พูดได้เต็มปากว่าฉันเป็น LGBTQ+ แต่เขาอาจ express ออกมาด้วยท่าเต้น หรืออะไรของเขา ซึ่งดีใจด้วยที่หนูสามารถทำได้ เพราะอย่างวันของพี่ พี่ทำไม่ได้ ก็หวังว่าในอนาคตเขาจะสามารถ express ความเป็นตัวเอง และพูดได้เต็มปากว่า ฉันเป็นศิลปิน LGBTQ+

เพราะเส้นเบลอตรงนี้มันก็สะท้อนว่า สังคมไทยที่เหมือนจะพูดว่ายอมรับแล้ว แต่ก็อาจจะไม่ได้ยอมรับขนาดนั้นหรือเปล่า? ยังเป็นสิ่งที่เราหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน คือถ้ายอมรับกันได้จริงๆ มันก็ต้องพูดได้สิว่า ฉันเป็นศิลปินเกย์ หรือจริงๆ แล้วสังคมบ้านเรา ไม่ได้เปิดรับขนาดนั้น หรืออาจจะเปิดรับแค่ช่วง Pride Month หรือเปล่า? บางคนคุณรู้หรือเปล่าว่า LGBTQ+ ย่อมาจากอะไรบ้าง หรือคุณแค่เกาะกระแสตามเขาไป คุณเห็นมิถุนายน เขาตั้งธงสีรุ้งกัน คุณก็ตั้งตามหรือเปล่า เราว่ามันต้องสร้าง awareness ตรงนี้ก่อน สร้างรากฐานให้มันแน่นก่อนว่า เราคือใคร เราคืออะไร สิ่งที่เราต้องการจะทำคืออะไร ซีรีส์วายดัง แต่ถามว่าเขารู้หรือเปล่าว่ามันยังมีสเปกตรัมอื่นๆ อีก

ทุกวันนี้ประเด็น Queerbait เป็นอะไรที่แบบ เราเห็นแล้วเราจะรู้ว่านี่คือ Queerbait แต่เราไม่ตัดสินดีกว่าว่าดีหรือไม่ดี บางทีเขาอาจต้องทำเพื่อเป็น purpose ทางธุรกิจ ทางการตลาด แต่เราเห็นแล้วก็จะตลกนิดนึง เราก็คุยกับเพื่อนว่า กูรู้นะ อันนี้ Queerbait แต่ถามว่า องค์กรหรือบริษัทต่างๆ เขารู้หรือยังล่ะว่า LGBTQ+ คืออะไร เขายอมรับหรือเปล่า หรือแค่การตลาด ทำเพื่อ business growth ทำเพื่อยอดไลก์ ยอดแชร์ ก็นั่นแหละ ไม่รู้ว่าผิดหรือไม่ผิด แต่ว่า ก็ดูรู้อะ

Q: ต้นคิดว่าการพยายามเป็นคนอื่นเพื่อให้สังคมยอมรับ มันสร้างความท็อกซิกใดในชีวิตบ้าง

A: เราว่ามันท็อกซิกทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นด้วยซ้ำ เราท็อกซิกกับตัวเอง อย่างแรกก็คือ เราจะเครียด เหมือนเราก็จะต้องคอยเอาใจทุกคน แล้วบางทีเราเอาใจไม่ได้ เราก็จะส่งเอเนอร์จี้ลบๆ ไปให้เขาอีก เพราะเราไม่มีทางที่จะเอาใจทุกคนบนโลกนี้ได้อยู่แล้ว แม้แต่บียอนเซ่ยังโดนด่า ยังมีคนด่า แล้วเราเป็นใครวะ ที่เราต้องไปนั่งเอาใจทุกคนแบบนั้น ตัวเราบูชาบียอนเซ่มากๆ แต่เห้ยมันยังมีคนไม่ชอบบียอนเซ่เหรอวะ เขายังโดนด่าอีกเหรอ เรามานั่งคิด แล้วกูเป็นใครวะ ทำไมกูต้องมานั่งเอาใจทุกคน ทำไมทุกคนต้องชอบกูวะ

งั้นก็เป็นตัวเองไปเลย อยากทำอะไรก็ทำ อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะบอกตัวเอง บอกเพื่อนตลอดว่า มึงอยากทำอะไร ทำไปเลย มันไม่มีใครชอบเราทุกคนหรอก ทำดีแค่ไหน มันก็หาเรื่องด่า ฉะนั้นอยากทำอะไรทำไปเลยค่ะ ถ้าเขาชอบเขาก็ชอบ ถ้าเขาด่าเขาก็ด่า

Q: คิดว่าอะไรบ้างที่ประกอบสร้างให้คนคนหนึ่งเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองได้

A: เราว่ามันใช้หลายอย่างเลยแหละ มันใช้ประสบการณ์ ใช้ความเจ็บปวดในอดีต ใช้การเคยโดนบูลลี่ เคยโดนมองข้าม มันหล่อหลอมทำให้เราเป็น ทำให้คนคนนั้นเป็นอีกเวอร์ชันหนึ่ง ที่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถมากระทบเขาได้อีกต่อไป แต่เอาจริงๆ ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้ความมั่นใจสร้างด้วย positivity ไม่ได้อยากให้มันถูกสร้างจากบาดแผล หรือ trauma การโดนดูถูกมาก่อน จริงๆ แล้วความมั่นใจมันควรมาจากข้างใน

Q: เวลาเห็นเด็กๆ ยุคนี้ในชีวิตจริงหลายคน พูดได้แล้วว่าเป็นเกย์ รู้สึกปลื้มใจอย่างไรบ้าง

A: รู้สึกดีมาก รู้สึกแบบดูแล้วยิ้ม ดูแล้วโอ๊ย นี่แหละ โลกมันควรจะเป็นแบบนี้ เขาควรจะเป็นอะไรก็ควรจะได้เป็น ทุกวันนี้เราเห็นคลิปเด็กๆ ที่ออกสาวตั้งแต่เด็ก แล้วพ่อแม่ appreciate พ่อแม่จับแต่งตัว เออดีๆ นี่แหละคือโลกที่ควรจะเป็น มันควรจะโอบรับความหลากหลาย ความแตกต่าง

Q: ถ้าให้ reclaim power ความออกสาวสู่สังคม อยากสื่อสารบอกทุกคนดังๆ ผ่านช่องทางนี้ว่าอะไรบ้าง

A: เราอยาก reclaim ความออกสาวว่า มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย มันไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีที่คุณจะออกสาว อยากออกสาว ออกไปเลย อยากทำอะไรทำเลย ชีวิตเป็นของเรา ไม่จำเป็นต้อง please ทุกคนบนโลกนี้ เป็นอะไรก็เป็น ใช้ชีวิตให้มีความสุข คุณจะเสียใจไหม ถ้าอนาคต 5-6 ปี มองย้อนกลับมา ทำไมตอนนั้นฉันไม่เป็นตัวเองตั้งแต่แรกวะ? ฉันอาจจะมีความสุขไปตั้งนานแล้วก็ได้

Q: ฝากอะไรถึงคนที่เหยียดคนออกสาว หรือบอกว่า เรา “สาวเกินไป” หน่อย

A: จะบอกว่า ฉันไม่แคร์ ฉันจะเป็นแบบนี้ เธอไม่ชอบก็เรื่องของเธอ ฉันไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เธอต้องชอบ ฉันจะออกสาวแบบนี้ ไม่ชอบก็ไม่ต้องดูค่ะ ไปดูอย่างอื่น!

บทความต้นฉบับได้ที่ : ออกสาวแล้วไง?: 14 ปีในวงการของ ‘ต้น ธนษิต’ แชมป์ AF8 ที่ถูกสอนมาตั้งแต่วันแรกๆ ของเส้นทางศิลปินว่า “อย่าออกสาว เดี๋ยวไม่มีงาน” สู่ศิลปินที่วันนี้ภูมิใจจะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ฉันเป็นเกย์ออกสาว”

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...