โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สหพัฒน์ ควง เสฉวน เปิดดีลแมตช์คู่ค้า ส่ง ‘ทุเรียน-ผ้าอ้อม’ แลก ‘ชา-หมาล่า’ ชิงแชร์การค้าไทย-เสฉวน หมื่นล้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 มิถุนายน 2569 เวลา 20.57 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สหพัฒน์ จับมือ เสฉวน เปิดประตูการค้าสองทาง ส่งสินค้าไทยบุกจีนตะวันตก ชู ‘อองฟอง-เครื่องสำอาง BSC’ นำทัพเจาะตลาด คนเสฉวนอินไซต์ชัดคลั่งไคล้ทุเรียนและหมอนยางพาราไทย ฝั่งจีนส่ง ‘ชาพรีเมียม-หมาล่า’ เขย่าตลาดไทย ผู้บริหารย้ำปล่อยแมตช์ธุรกิจตามธรรมชาติ วิน-วินทั้งคู่ เล็งโกยเม็ดเงินหมื่นล้านหยวนระยะยาว

26 มิถุนายน 2569 นายสรโชติ อำพันวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช้อป โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของจีน โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลังจากทางสมาคมซัพพลายเออร์จากเสฉวนได้เดินทางมาเข้าชมงานสหกรุ๊ปแฟร์ในปีที่ผ่านมา และมองเห็นศักยภาพที่แข็งแกร่งของเครือสหพัฒน์ จนนำไปสู่การเจรจาและการเดินทางไปเยี่ยมชมงานนิทรรศการใหญ่ที่มณฑลเสฉวน เมืองเฉิงตู

ซึ่งในมณฑลดังกล่าวมีการจัดงานระดับบิ๊กอิมแพ็กต์อย่าง T-Expo และ E-commerce Expo ปีละ 5-6 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานธุรกิจและพลังขับเคลื่อนที่สูงมาก โดยสมาคมของจีนแห่งนี้มีเครือข่ายบริษัทในสังกัดมากถึง 2,700 บริษัท ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่สินค้าไทยจะเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งการตลาดที่ยังเติบโตได้อีกมหาศาล

ในขาของการส่งออกสินค้าไทยสู่ประเทศจีนนั้น นายสรโชติ อำพันวงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางเครือสหพัฒน์และช้อป โกลบอล ได้วางกรอบการบุกตลาดเสฉวนโดยมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคและเครื่องสำอางที่มีศักยภาพสูงเป็นหลัก โดยจากการที่คณะผู้บริหารจากจีนได้เข้าเยี่ยมชมสินค้าในเครือสหพัฒน์ สินค้าที่ได้รับความสนใจและถูกเลือกให้เป็นหัวหอกในการนำร่องคือ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กแบรนด์อองฟอง (Enfant) และกลุ่มเครื่องสำอางแบรนด์ BSC ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและมีความพร้อมในการทำตลาดต่างประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ในส่วนของกลยุทธ์การทำตลาดในครั้งนี้ จะไม่มีการนำตัวเลขเป้าหมายเม็ดเงินมาเป็นกรอบในการกดดันการทำงานของทั้งสองฝ่าย แต่จะใช้โมเดลธุรกิจแบบเติบโตตามธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน

“สิ่งที่ผมสบายใจมากในการร่วมมือครั้งนี้คือ ไม่มีการตั้งเป้าหมายทางตัวเลขเข้ามาเป็นสิ่งกดดัน แต่เราจะเน้นการทำงานแบบไดนามิก ออร์แกนิกโดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากทั้งสองฝ่ายได้มาพบกันและปล่อยให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่าฝั่งจีนต้องการสินค้าประเภทใดจากเรา ซึ่งเราจะจัดหาผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อมเข้ามาจับคู่ธุรกิจให้ตรงกับความต้องการ

ขณะเดียวกันหากทางเสฉวนต้องการนำเสนอสินค้าประเภทใดเข้ามา เราก็จะหาผู้ประกอบการไทยที่เหมาะสมมารองรับ โดยจะเริ่มต้นกิจกรรมจับคู่ธุรกิจตั้งแต่วันแรก และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว นี่จึงเป็นความร่วมมือที่ปราศจากความกดดัน แต่เน้นการขยายตัวและมองหาโอกาสทางการค้าที่เหมาะสมร่วมกัน” นายสรโชติ กล่าว

สำหรับกระบวนการจับคู่ธุรกิจนั้น นายสรโชติ อำพันวงษ์ ระบุว่า ในเบื้องต้นมีผู้ประกอบการไทยทยอยลงทะเบียนเข้ามาแล้วประมาณ 30 บริษัท และจะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ศึกษาและทำความรู้จักสินค้าจากเสฉวนให้มากขึ้น นอกเหนือจากสินค้าที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีอย่าง ‘หมาล่า’ และกลุ่มสินค้าที่ทำจากบุกรสชาติหมาล่าที่กำลังเติบโตในไทยจนมีมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านบาทในปัจจุบัน

นอกจากหมาล่าแล้ว สินค้าเด่นของเสฉวนที่มีศักยภาพและกำลังเข้ามาเปิดโลกธุรกิจในไทยคือ ‘ชาพรีเมียม’ เนื่องจากปัจจุบันตลาดชาพรีเมียมในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยอมใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับวัฒนธรรมการดื่มชาและอุปกรณ์ชงชาคุณภาพสูง ซึ่งเสฉวนถือเป็นแหล่งผลิตชาที่โดดเด่นและมีชาหลากหลายรสชาติ ซึ่งในเครือสหพัฒน์เองก็ได้มีการร่วมทุนกับทางจีนเปิดร้าน ‘ชาจี’ (CHAGEE) ในประเทศไทยไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งก็เป็นสินค้าที่มีต้นกำเนิดมาจากเสฉวนเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน นายสรโชติ ได้ให้ข้อมูลเสริมในส่วนของสถิติตัวเลขการค้าระหว่างประเทศไทยกับมณฑลเสฉวนจากข้อมูลของผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าด้านระหว่างประเทศของจีนว่า ในช่วงที่ผ่านมามูลค่าการค้าเติบโตขึ้นถึง 2 เท่า โดยมูลค่าการค้าจากไทยไปเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 ล้านหยวนต่อปี สินค้าหลักคือทุเรียน มังคุด ลำไย ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ส่วนมูลค่าการค้าจากเสฉวนมาไทยอยู่ที่ประมาณ 12,000-13,000 ล้านหยวนต่อปี ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร

ทางด้านXiaolin Yang ประธานสมาคม Sichuan Supplier Chamber of Commerce (SSCC) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาคอาเซียน ขณะที่มณฑลเสฉวนเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของจีนตะวันตกที่มีเครือข่ายผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ที่เข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับช้อป โกลบอล ในครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ เปิดโอกาสให้สินค้าคุณภาพจากจีนและประเทศไทยเข้าถึงตลาดใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

โดยพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนในมณฑลเสฉวนยุคปัจจุบัน มีอินไซต์และความต้องการสินค้าไทยที่ชัดเจนมาก คนพื้นถิ่นในเสฉวนมีความชื่นชอบและนิยมทานผลไม้สดจากไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และลำไย นอกจากนี้ในกลุ่มสินค้าอุปโภค คนเสฉวนยังมีพฤติกรรมความต้องการและนิยมเลือกใช้หมอนยางพารา ผลิตภัณฑ์จากยางพารา สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กแบรนด์อองฟอง ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่นิยมทานและนิยมใช้กันในชีวิตประจำวันอย่างมาก

ในส่วนของเป้าหมายการส่งสินค้าเข้ามาขายในไทยนั้น Xiaolin Yang เปิดเผยว่า ในแง่ของตัวเลขหรือประมาณการนั้นไม่ใช่ปัญหาหลักและยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายตัวเลขที่แน่นอนต่อปี เนื่องจากต้องการพูดคุยและประสานงานร่วมกับทางเครือสหพัฒน์อย่างต่อเนื่องก่อน แต่เป้าหมายสำคัญในขณะนี้คือการใช้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นจุดประสงค์ในการเปิดโอกาสความสัมพันธ์ เพื่อผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างไทยและจีนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งการนำสินค้าไทยเข้าสู่จีนและการนำสินค้าจีนเข้าสู่ไทย เพื่อส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจการนำเข้าและส่งออกมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Xiaolin Yang ระบุว่า แม้ตัวเลขสถิติที่แน่ชัดจะยังอยู่ระหว่างการรวบรวม แต่สถิติล่าสุดในปี 2025 ชี้ชัดว่าการนำเข้าสินค้าจากเสฉวนมายังประเทศไทยมีปริมาณที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 170% คิดเป็นมูลค่ารวมของทั้งสองประเทศพุ่งทะยานไปแตะระดับ 1.7 หมื่นล้านหยวน (หรือประมาณ 85,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ทั้งสององค์กรได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันในระยะยาวที่จะพัฒนามูลค่าการค้าสองทางระหว่างไทยและจีนให้มีมูลค่า 1,000–1,500 ล้านหยวน พร้อมวางรากฐานสู่การสร้างความร่วมมือถาวรระหว่างประเทศไทยและมณฑลเสฉวนในอนาคต โดยจะมีการต่อยอดความร่วมมือในด้านการพัฒนาเกตเวย์ระหว่างไทย–จีน การจัดตั้งศูนย์ Business Matching ถาวร การขยายสู่ Live Commerce และ Digital Trade Platform และขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนและจีนตะวันตกต่อไป

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...