โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สอบเครียดแก๊งพ่อทิพย์-จนท.เขต พบแจ้งเกิดเท็จลูกจีนถึง 500 คน โยง จนท. 5 รพ.เอกชนร่วมทีม

Khaosod

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สอบเครียดแก๊งพ่อทิพย์-จนท.เขต พบแจ้งเกิดเท็จลูกจีนถึง 500 คน สอบโยง จนท. 5 รพ.เอกชนร่วมทีม เปิดใจพ่อทิพย์อ้างไม่รู้เรื่อง เซ็นรับรองบุตรเพราะรู้จักกัน ไม่ได้โดนจ้าง

สอบเครียดแก๊งพ่อทิพย์-จนท.เขต พบแจ้งเกิดเท็จลูกจีนถึง 500 คน โยง จนท. 5 รพ.เอกชนร่วมทีม เปิดใจพ่อทิพย์อ้างไม่รู้เรื่อง เซ็นรับรองบุตรเพราะรู้จักกัน ไม่ได้โดนจ้าง

จากกรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ปปท. ปปง. และตำรวจชุดสืบสวนนครบาล เปิดปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" กวาดล้างขบวนพ่อไทย (ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว

โดยศาลออกหมายจับจำนวน 40 หมาย และ 42 หมายค้น โดยกลุ่มผู้ต้องหามีเจ้าหน้าที่เขต 1 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย ซึ่งพบว่ามีการขายแพ็คเกจ รับแจ้งเกิดเด็กให้ได้สัญชาติไทย ด้วยค่าตอบแทนกว่า 9 หมื่นบาท จากการขยายผลจับกุมนายเฉิน ยินไล สัญชาติจีน สแกมเมอร์ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินหมุนเวียนในบัญชี กว่า 7 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนเม.ย.2567 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวให้ทราบนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2569 ที่สน.บางยี่เรือ พนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ทยอยนำตัวผู้ต้องหาออกมาพิมพ์ลายนิ้วมือ ประกอบด้วย น.ส.ศิริพร เจ้าหน้าที่นายทะเบียนสำนักงานเขต นายองอาจ (พ่อทิพย์) และนายประจวบ (พ่อทิพย์) ที่มีชื่อเป็นนอมินีกรรมการบริษัท ไชน่าเรลเวย์ จากคดีตึก สตง.ถล่ม และ น.ส.สุนีย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชน โดยทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบกลาง คดีแจ้งเกิดเท็จสวมสัญชาติ ถูกคุมตัวออกจากห้องขัง เพื่อมาทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม น.ส.ศิริพร ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ชี้แจง แต่ปรากฏว่า น.ส.ศิริพร ไม่ยอมพูดจาใดๆ หรือตอบคำถาม จากการสังเกตใบหน้าของ น.ส.ศิริพร มีอาการเคร่งเครียด ก่อนถูกนำตัวกลับเข้าห้องคุมขัง

ขณะที่บรรยากาศที่ สน.บางยี่เรือ หลังตำรวจขยายผลจับกุมขบวนการแจ้งเกิดเท็จ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 19 คน แบ่งเป็นพ่อทิพย์ 10 คน หญิงจีน 7 คน และ น.ส.สุนีย์ และน.ส.ศิริพร ทั้งหมดถูกนำตัวมายังห้องควบคุมขัง สน.บางยี่เรือ ส่วนที่เหลือเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีลูกสาวของนายองอาจ 1 ในผู้ต้องหาเป็นพ่อทิพย์ เดินทางมาเยี่ยม โดยลูกสาวบอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วคุณพ่อมีภรรยาใหม่ ทำงานอยู่ย่านสำเพ็งและภรรยาพ่อแนะนำให้พ่อลูกรู้จักกับนางหลี่เหย่น คนจีน และได้ให้ไปเซ็นเอกสารทะเบียนสมรสกับคนจีน ซึ่งไม่ทราบเหตุผลที่ไปจด เพราะตอนนั้นยังเด็ก

จากนั้นได้ไปสอบถามกับพ่อ โดยพ่อบอกว่า ไม่รู้ตอนนั้นภรรยาใหม่ (คนไทย) ให้ไปเซ็นทะเบียนสมรสกับสาวจีน ซึ่งพ่อไม่รู้เรื่องเอกสาร จึงเซ็นไปโดยไม่รู้ว่ามีการสอดไส้ให้เซ็นรับรองบุตรด้วยหรือไม่ และตอนนั้นพ่อได้เงินค่าเซ็น 2 พันบาท

เมื่อถามว่าตอนนั้นนางหลี่เหย่น ท้องหรือยัง ลูกสาวนายองอาจ บอกว่า ยังไม่ได้ท้อง เพิ่งจะมาท้องเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง และหลังจากเซ็นทะเบียนสมรสก็มีการหย่ากับนางหลี่เหย่น ซึ่งไม่รู้เหตุผลการหย่าครั้งนั้นด้วยเช่นกัน

ต่อมาเวลา 10.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่คุมตัวนายองอาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงคดีดังกล่าว นายองอาจ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ยอมจดทะเบียนสมรสกับนางหลี่เหย่น หญิงชาวจีน เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวเป็นเพื่อนของแฟนตน จึงไว้ใจและยอมช่วยเหลือ โดยอีกฝ่ายให้เหตุผลว่าต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทย พร้อมยืนยันไม่ได้รับค่าจ้างจากการจดทะเบียนสมรส

เมื่อถามว่าทราบหรือไม่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย นายองอาจ ยอมรับว่า รู้สึกกลัวเช่นกัน และมองว่าตนเหมือนถูกบังคับให้ดำเนินการ และยอมรับว่าเคยลงนามรับรองบุตรให้เด็ก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของหลี่เหย่น กับชายชาวจีน โดยระบุว่าหลังจากจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนได้ประมาณ 5 ปีก็ได้หย่ากัน ต่อมาเมื่อหญิงชาวจีนคลอดบุตรและไม่มีผู้ใดลงนามรับรอง ญาติของหญิงชาวจีนจึงมาขอให้ตนช่วยเซ็นรับรองบุตร ซึ่งบุตรคนแรกนั้นปัจจุบันมีอายุประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะที่แฟนของตนในขณะนั้นรับรู้เรื่องทั้งหมด เพราะรู้จักหญิงชาวจีนในฐานะเพื่อน

นายองอาจ กล่าวว่า อยากกล่าวขอโทษต่อสังคมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าแม้ช่วงเช้าวันนี้จะยังไม่ได้พูดคุยกับลูกสาวของเมียเก่า แต่เชื่อว่าลูกสาวน่าจะทราบเรื่องแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปิดบังเรื่องต่างๆ กับลูก และคาดว่าลูกสาวคงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักหรือมีความผูกพันกับกลุ่มชาวจีนดังกล่าวเป็นการส่วนตัว และไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับหญิงชาวจีนคนนั้น ส่วนการลงนามรับรองบุตรทั้ง 2 ครั้ง มีบุคคลที่สามเป็นผู้ประสานเรื่องทั้งหมด โดยไปลงนามที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถจำได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเป็นใคร ซึ่งเด็กทั้งสองคนคลอดที่โรงพยาบาลดังกล่าว

สำหรับค่าตอบแทน นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รับค่าจ้างในการเซ็นรับรองบุตร แต่ได้รับเพียงเงินชดเชยค่าเสียเวลาในการหยุดขับรถแท็กซี่และค่าเช่ารถ เป็นเงินสดครั้งละ 2,000 บาท โดยลงนามรับรองบุตรทั้งหมด 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 ปี

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่นำตัวนายประจวบ ออกจากห้องคุมขัง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายประจวบในประเด็นต่างๆ ว่า อยากชี้แจงอะไรหรือไม่, รู้จักคนจีนหรือไม่ รู้จักได้อย่างไร, ทำไมถึงยอมเซ็นรับรองบุตร, เซ็นไปแล้วกี่คน, กรณีคดีความเก่าประเด็นตึกสตง.ถล่ม เกิดขึ้นก่อนระหว่างที่จะเป็นกรรมการ, มีความกังวลหรือไม่, ทนายความสั่งห้ามพูดหรือเปล่า แต่นายประจวบไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เช่นเดียวกับ น.ส.สุนีย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ เช่นกัน

เบื้องต้นสำหรับผู้ต้องหาที่เป็นพ่อทิพย์ทั้งหมด ถูกแจ้งในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นโดยมิชอบและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ" และจะถูกนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชันมาฝากขังในวันที่ 11 ก.ค.

ต่อมานายวิโรจน์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีรับรองบุตรโดยมิชอบ หรือพ่อทิพย์ เปิดเผยระหว่างถูกควบคุมตัวมาพิมพ์ลายนิ้วมือว่า ยังไม่ขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดี และปฏิเสธตอบคำถามถึงบทบาทของตนเอง รวมถึงประเด็นว่าถูกหลอกให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่

นายวิโรจน์ ยอมรับว่า รู้จักกับหญิงชาวจีนในฐานะญาติ และยอมรับว่าเป็นผู้ลงนามในเอกสารรับรองบุตรจริง โดยระบุว่าเซ็นเอกสารให้เฉยๆ เพราะเห็นว่าเป็นญาติกัน และไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ไม่ตอบว่าขณะลงนามทราบหรือไม่ว่าเป็นการรับรองบุตร

นายวิโรจน์ ยังระบุว่า จำไม่ได้ว่าเริ่มเซ็นเอกสารตั้งแต่เมื่อใด แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายปีแล้ว และยอมรับว่าเซ็นรับรองบุตรจริง แต่จำนวนกี่คนนั้น ตนจำไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคดี จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุม

ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ญาติชาวจีนต้องการให้รับรองบุตร นายวิโรจน์ ระบุเพียงว่า ญาติต้องการนำเด็กมาเลี้ยงในประเทศไทย เมื่อถามย้ำว่าเพื่อให้เด็กซึ่งเป็นชาวจีนได้เข้ามาเรียนในไทยใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ ยอมรับพร้อมระบุว่า เด็กที่นำมารับรองบุตรในขณะนั้นมีอายุประมาณ 6-7 ปี และการดำเนินการเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่จำไม่ได้ว่าดำเนินการที่สำนักงานเขตใด เวลาผ่านมานานมากจนจำรายละเอียดหลายอย่างไม่ได้ พร้อมยอมรับว่าขณะนี้มีความเครียดกับคดีที่เกิดขึ้น และตั้งใจจะยื่นขอประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล

สำหรับผู้ต้องหารายนี้มีข้อมูลจากชุดสืบสวนเพิ่มเติมว่า จากคำให้การของผู้ต้องหารายนี้อ้างว่า ได้เซ็นรับรองบุตรไปแล้ว 4 คน จาก 2 ครอบครัว ซึ่งครอบครัวแรกที่เซ็นรับรองบุตรไป 2 คนนั้นได้บินกลับประเทศจีนไปแล้ว แต่อีกหนึ่งครอบครัวนั้นยังอยู่ที่ประเทศไทย

จากรายงานการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า นายปริญญา เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับขบวนการพ่อทิพย์ โดยจากพยานหลักฐานพบว่า เด็กที่นายปริญญารับรองเป็นบิดาตามเอกสาร มีมารดาคือ น.ส.เป้าเจียว หญิงชาวจีน ที่มีความเชื่อมโยงกับนายเฉิน ยินไล ผู้ต้องหาชาวจีนที่เคยถูกจับกุมในคดีเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ 7 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้ ทั้งนายปริญญา ที่ถูกระบุว่าเป็นพ่อทิพย์ รวมถึง น.ส.เป้าเจียว แม่ของเด็ก เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด

มีรายงานข่าวแจ้งอีกว่า คดี “พ่อทิพย์” ที่เกิดขึ้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ คาดว่าจะมีการแจ้งเกิดเท็จกับเด็กชาวต่างชาติประมาณ 500 คน ยังไม่ถึง 1,000 คนตามที่เป็นข่าว จากการสืบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน 5 แห่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนผู้ต้องหาอีก 26 คน ที่ถูกออกหมายจับนั้น มีพฤติกรรมเป็นพ่อทิพย์ล้วนๆ อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมมาดำเนินคดี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สอบเครียดแก๊งพ่อทิพย์-จนท.เขต พบแจ้งเกิดเท็จลูกจีนถึง 500 คน โยง จนท. 5 รพ.เอกชนร่วมทีม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...