โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Google จับมือนักวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาเซิร์ฟเวอร์ AI จากสมาร์ตโฟน

SpringNews

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในแต่ละปี มีสมาร์ตโฟนหลายพันล้านเครื่องถูกทิ้งทั่วโลก แม้หลายเครื่องจะยังมีหน่วยประมวลผลที่สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเดินหน้าทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อจัดซื้อฮาร์ดแวร์ประมวลผลสำหรับ AI รุ่นใหม่ ที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก

CREDIT : REUTERS

เพื่อตอบโจทย์ทั้ง 2 ปัญหาพร้อมกัน Google ร่วมมือกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (UC San Diego) ในสหรัฐฯ พัฒนาแนวทางใหม่ในการรีไซเคิลหน่วยประมวลผลจากสมาร์ตโฟนที่ถูกทิ้งให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยสร้างเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์สำหรับงานคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการผลิตฮาร์ดแวร์ใหม่ด้วย

โครงการนี้มีชื่อว่า Phone Cluster Computing หรือการนำเมนบอร์ดของสมาร์ตโฟนหลายเครื่องมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างแพลตฟอร์มประมวลผลรูปแบบใหม่ ด้วยการถอดแยกชิ้นส่วนสมาร์ตโฟนออกจนเหลือเฉพาะเมนบอร์ด ซึ่งเป็นส่วนที่บรรจุหน่วยประมวลผล (CPU) หน่วยความจำ (Memory) และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) จากนั้น จะนำไปประกอบรวมกันเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ต่อไป

เบื้องต้น Google และ UC San Diego กำลังทดสอบแนวคิดดังกล่าวในการสร้างศูนย์ข้อมูลต้นแบบจากสมาร์ตโฟน รุ่น Pixel ของ Google จำนวน 2,000 เครื่อง และมีกำหนดเปิดใช้งานในช่วงปลายปีนี้

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่กระแส AI กำลังผลักดันความต้องการกำลังประมวลผลให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะชิปประมวลผลและหน่วยความจำ และคาดการณ์กันว่าเฉพาะปีนี้ อุตสาหกรรม AI จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในกระบวนการอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนและใช้พลังงานสูงที่สุดของโลก ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตชิปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 277 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2030

ในอีกด้านหนึ่ง สมาร์ตโฟนจำนวนมหาศาลกลับถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบ ทั้งที่ชิปประมวลผลภายในยังคงใช้งานได้ ข้อมูลจากการประชุม WEEE Forum ระบุว่า โทรศัพท์มือถือมากกว่า 5,000 ล้านเครื่อง ถูกทิ้งทั่วโลก ในปี 2022

CREDIT : REUTERS

กล่าวโดยสรุป ในขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังลงทุนมหาศาลเพื่อผลิตชิปใหม่ พร้อมปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมาก โลกกลับกำลังสูญเสียทรัพยากรด้านการประมวลผลที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเพียงการประมาณการเชิงทฤษฎี แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าหากสามารถนำศักยภาพเหล่านี้กลับมาใช้ได้แม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวคิดดังกล่าวมุ่งลดสิ่งที่เรียกว่า Embodied Carbon หรือคาร์บอนแฝง ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตฮาร์ดแวร์ ก่อนที่อุปกรณ์จะถูกนำมาใช้งานจริง ครอบคลุมทั้งพลังงาน วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตทั้งหมด ดังนั้น การนำหน่วยประมวลผลที่เคยผ่านกระบวนการผลิตมาแล้วกลับมาใช้ใหม่ จะช่วยลดความจำเป็นในการผลิตเซิร์ฟเวอร์ใหม่ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องถอดเครื่องออกจนเหลือเฉพาะเมนบอร์ด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของคาร์บอนสะสมทั้งหมด ที่เกิดจากการผลิตโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง แม้ว่าการถอดหน้าจอและแบตเตอรี่ออกจะทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคาร์บอนที่ฝังอยู่ในชิ้นส่วนเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่การนำเมนบอร์ดกลับมาใช้ก็ยังถือเป็นก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

ในส่วนของซอฟท์แวร์ นักวิจัยได้เปลี่ยนระบบปฏิบัติการจาก Android สำหรับอุปกรณ์พกพา มาเป็นระบบ Linux สำหรับการใช้งานทั่วไป เพื่อให้รองรับงานประมวลผลแบบคลาวด์ได้ดียิ่งขึ้น พร้อมตัดฟังก์ชันด้านความปลอดภัยบางส่วนที่จำเป็นสำหรับโทรศัพท์ส่วนบุคคล แต่ไม่จำเป็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ออก ส่งผลให้เมนบอร์ดของสมาร์ตโฟนสามารถทำงานเสมือนเป็นเซิร์ฟเวอร์ Linux ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานต่ำ

CREDIT : REUTERS

แม้แนวคิดนี้จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่โครงการยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังมีความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความทนทานของฮาร์ดแวร์ เนื่องจากสมาร์ตโฟนถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานทั่วไป ไม่ใช่การทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านต้นทุนแรงงานในการถอดแยกอุปกรณ์ การจัดการแบตเตอรี่และชิ้นส่วนที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของกระบวนการทั้งหมดด้วย

ที่มา : New Atlas

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...