โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สภาพคล่องลามทั้งห่วงโซ่ คู่ค้ายืดเวลาชำระ 90 วัน รับเหมารายเล็กถูกตัดเครดิต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาคธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ตั้งแต่ผู้ส่งออก ร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงภาคอสังหาฯ หลายรายต้องยืดเครดิตเทอมรักษาสภาพคล่อง ขณะที่ผู้รับเหมารายกลาง-เล็กเริ่มถูกตัดเครดิตและบังคับซื้อสินค้าเป็นเงินสด

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดใช้ได้ตามปกติหลังสหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลงกรอบเบื้องต้น เพื่อยุติการสู้รบ เปิดช่องแคบ ฮอร์มุซ และเปิดทางสู่การเจรจาประเด็นนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในระยะต่อไป ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่งออกไทยไม่ได้อยู่ที่ยอดขายจะเพิ่มขึ้นทันที แต่เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เนื่องจากความขัดแย้งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของภาคธุรกิจ จากสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ กระทบเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่ ผู้ผลิตจึงต้องลดกำลังการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมสต็อกสินค้า ส่งผลให้การหมุนเวียนของคำสั่งซื้อและเงินทุนในระบบชะลอตัวลง

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ส่งออก แต่ลามไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งต้องเผชิญการรับชำระเงินล่าช้ามากขึ้น กระทบสภาพคล่องตึงตัวกันทุกฝ่าย จากการหมุนเวียนสินค้าไม่ดี ส่งผลให้การชำระเงินระหว่างคู่ค้าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

สหรัฐฯ ขอ 90 วัน ยุโรปเน้น LC

จากภาวะสภาพคล่องตึงตัว ทำให้หลายบริษัทเพิ่มความระมัดระวังในการให้เครดิตเทอม โดยระยะเวลาชำระเงินที่เคยอยู่ที่ 30 วัน ถูกขยายเป็น 45 วัน และในหลายกรณียืดออกไปถึง 60-90 วัน แม้คู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจยาวนานยังคงได้รับเครดิตเทอมในระดับเดิมอยู่บ้าง ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มใช้แนวทางบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

ปัจจุบัน หากเป็นคู่ค้าใหม่ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากกำหนดเงื่อนไขให้เปิดหนังสือเครดิต (Letter of Credit : LC) หรือชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการชำระเงิน โดยตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุด สามารถขอเครดิตเทอมได้ยาวถึง 60-90 วัน ขณะที่ตลาดยุโรปส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบ LC ส่วนตลาดตะวันออกกลางจำนวนมากยังคงใช้รูปแบบชำระเงินล่วงหน้า

ร้านอาหารขอขยายเครดิตเป็น 60 วัน

ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เผยว่า ร้านอาหารแบบสตรีทฟู้ดส่วนใหญ่จะซื้อวัตถุดิบสดด้วยเงินสด ขณะที่ร้านอาหารขนาดกลาง (SME) สามารถขอเครดิตเทอมจากซัพพลายเออร์สินค้าสดได้ โดยปัจจุบันบางรายขยายเครดิตเทอมจาก 30-45 วัน เป็น 60 วัน เพื่อช่วยผู้ประกอบการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยยังขอขยายระยะเวลาชำระเงินจาก 30 วัน เป็น 40 วัน หรือจาก 45 วันเป็น 60 วัน เพื่อเก็บกระแสเงินสดไว้ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ หลังยอดขายบางแห่งลดลงถึง 40% จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ยืดเครดิตเทอมพยุงกระแสเงินสด

นายสุภัค หมื่นนิกร ผู้ก่อตั้งสถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ยังคงใช้ระบบเก็บเงินล่วงหน้าก่อนเริ่มงาน ทั้งค่าสินค้าและค่าก่อสร้าง โดยโครงการขนาดเล็กจะเก็บเงินสด 100% ส่วนโครงการขนาดใหญ่สามารถแบ่งชำระได้ 2-3 งวด แม้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บางรายจะขอขยายเครดิตเทอมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่บริษัทยังคงยึดหลักเก็บเงินก่อนและตรวจสอบสถานะทางการเงินของลูกค้าอย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงด้านการชำระหนี้

โชห่วย-ค้าปลีกยังคงเงื่อนไขเดิม

ผู้ประกอบการร้านโชห่วยรายใหญ่ในย่านมีนบุรี กล่าวว่า เครดิตเทอมจากซัพพลายเออร์ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยถุงพลาสติกได้รับเครดิต 15 วัน ส่วนเหล้า เบียร์ และข้าวสาร ใช้ระบบงวดชนงวดขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการยังต้องชำระด้วยเงินสด ขณะที่การสั่งซื้อสินค้าจากแม็คโคร สามารถชำระด้วยเงินสดหรือโอนเงินภายใน 1-2 วัน โดยผู้ประกอบการยืนยันว่าไม่มีการขยายเครดิตเทอมเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ยังคงให้เครดิตเทอม 30-45 วันแก่ผู้ประกอบการทั่วไป ขณะที่เอสเอ็มอีท้องถิ่นบางรายอาจได้รับเครดิตสูงสุด 60 วัน ตามการพิจารณาของแต่ละสาขา ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้เครดิต

โรงแรมกว่า 50% สภาพคล่องตึงตัว

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA)เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรมเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งสมาคมโรงแรมไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำ พบว่าผู้ประกอบการมากกว่าครึ่งมีสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้น แม้ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งต้นทุนเชื้อเพลิง วัตถุดิบ และค่าไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน โรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ารายได้ในไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 56% ลดลงจากเดือนก่อน และคาดว่าเดือนมิถุนายนจะลดเหลือ 50% จากการเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันและผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการราว 70% เชื่อว่าในไตรมาส 4 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือโรงแรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดและเสียเปรียบด้านทำเล โดยบางพื้นที่ เช่น ป่าตองและย่านตัวเมืองในภาคใต้ มีอัตราการเข้าพักเหลือเพียง 20-30% ขณะที่พัทยาก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน ต่างจากโรงแรมขนาดใหญ่หรือโรงแรมติดชายหาดที่ยังพอมีฐานลูกค้าช่วยประคองรายได้

นอกจากรายได้ที่ลดลงแล้วผู้ประกอบการยังต้องรับภาระภาษีที่ดินซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้สภาพคล่องยิ่งตึงตัว และเริ่มเห็นการลดจำนวนพนักงาน ลดวันทำงาน หรือเจรจาปรับลดค่าจ้างในบางแห่ง แม้แต่โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีภาระเงินเดือนหลายสิบล้านบาทต่อเดือนก็เริ่มได้รับผลกระทบ

ขอขยายเครดิตเทอมเกิน 30 วัน

นายเทียนประสิทธิ์กล่าวว่า ปัญหาสภาพคล่องได้ลุกลามไปยังซัพพลายเออร์แล้ว จากเดิมที่มีเครดิตเทอมมาตรฐาน 30 วัน ปัจจุบันโรงแรมหลายแห่งต้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง แม้จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการค้า แต่หากสถาบันการเงินยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือหรือผ่อนปรนภาระหนี้ ผู้ประกอบการก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลื่อนการจ่ายเงินให้คู่ค้า

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคาดหวังว่าช่วงไฮซีซันปลายปี สถานการณ์จะฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ โดยเฉพาะหากความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ปัจจัยท้าทายสำคัญยังคงเป็นราคาตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะปรับลดลงแล้วก็ตาม

อสังหาฯรายใหญ่ยังแกร่งจ่ายตรงเวลา

ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ภาวะการเงินตึงตัวและยอดโอนกรรมสิทธิ์ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 10 ปีผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงชะลอการเปิดโครงการใหม่และเร่งระบายสต็อก เพื่อรักษาสภาพคล่อง ความน่าเชื่อถือในการออกหุ้นกู้ รวมถึงเครดิตทางการค้ากับคู่ค้าและผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

นางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY และนายกกิติมศักดิ์สมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องในระดับที่ดี แม้ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้หลายบริษัทเร่งขายสต็อกเพื่อเพิ่มกระแสเงินสดหมุนเวียน

ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงรักษาเงื่อนไขเครดิตเทอมการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างที่ 30, 60 และ 90 วันตามปกติ เนื่องจากทุกฝ่ายต้องพึ่งพากันในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้พัฒนาโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีประวัติชำระเงินดีจะยังได้รับเครดิตตามเดิม ส่วนกรณีถูกลดวงเงินหรือถูกตัดเครดิต มักเป็นปัญหาเฉพาะรายที่มีประวัติชำระเงินไม่เป็นไปตามเงื่อนไข

รับเหมากลาง-เล็ก เจอแรงกดดันหนัก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้รับเหมารายกลางและรายเล็ก ซึ่งหลายรายถูกตัดเครดิตเทอมและต้องซื้อวัสดุด้วยเงินสด เนื่องจากถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงและขาดเสถียรภาพทางการเงิน ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับเงินค่างวดล่าช้าจากผู้ว่าจ้าง ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องในการชำระค่าวัสดุก่อสร้างตามกำหนด โดยเฉพาะผู้รับเหมาช่วงที่มักได้รับเงินล่าช้าหรือไม่เต็มจำนวน ขณะที่บางรายนำเงินที่ได้รับไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนกระทบต่อการจ่ายค่าแรงและการชำระหนี้การค้าตามเครดิตเทอมที่กำหนด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...