3 โบรกส่องพื้นฐานหุ้น CHG ควรลงทุนอย่างไร
#CHG #ทันหุ้น-โบรกเกอร์ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG โดยคาดว่ากำไรในปี 2569 ยังเติบโต เนื่องจากมีรายได้จากการรักษาโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติก็ยังมีการบินเข้ามารักษาต่อเนื่อง โดยโบรกเกอร์ยังคงคำแนะนำซื้อ มองมี Valuation น่าสนใจ
บล.ทรีนีตี้ คาดว่ากำไรไตรมาส 2/69 ของ CHG จะเติบโต YoY แต่อาจทรงตัว QoQ ซึ่งกำลังซื้อคนไทยชะลอตัว แต่มีรายได้จากต่างชาติและโรคซับซ้อนเข้ามาช่วยชดเชยได้ถูกจังหวะ รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งกลุ่มคนไข้ต่างชาติที่บินเข้ามารักษาในไทย ยังเติบโตดีต่อเนื่องในกลุ่มโรคมะเร็ง กระดูกสันหลังและหัวใจ และประเมินว่าไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้จะฟื้นตัว ขณะที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ แม่สอด จะมีผลประกอบการดีขึ้น
ฝ่ายวิจัยทรีนีตี้ คาดการณ์ว่ากำไรปี 2569 ของ CHG อยู่ที่ 995 ล้านบาท เติบโต 7% YoY จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากโรคซับซ้อน โดยเฉพาะรายได้จากกลุ่มมะเร็งที่ทาง CHG ได้เพิ่มจำนวนเครื่องฉายแสง เพื่อรองรับคนไข้ที่เพิ่มขึ้น และการเปิดอาคาร OPD ใหม่ที่จุฬารัตน์ 11 โดยยังคงแนะนำซื้อให้ราคาเป้าหมายที่ 2.00 บาท โดยคาดว่ากำไรปี 2569 กลับมาเติบโตจากรายได้ประกันสังคมที่มีความต้องการสูงขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า CHG จะมีกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% YoY และในปี 2570 อยู่ที่ 1.02 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% YoY มองว่า CHG กำลังยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ไปสู่บริการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเน้นบริการที่สร้างรายได้ต่อเคสสูงผ่านศูนย์เฉพาะทาง เพื่อรองรับผู้ป่วยได้หลากหลายประเภทที่สามารถทำกำไรได้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบจากเศรษฐกิจในประเทศที่ยังอ่อนแอ
โดยแนะนำซื้อหุ้น CHG ให้ราคาเป้าหมายที่ 1.75 บาท มองว่าราคาหุ้นน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการที่ตลาดหุ้นไทยได้ปรับฐานในวงกว้างล่าสุดมีส่วนทำให้ valuation ของบริษัทลดลงไปเป็นหุ้นเชิง defensive มากขึ้น อีกทั้ง CHG จะยังคงมีสถานะเงินสดสุทธิกับให้ dividend yield สูง (>5%) ในช่วงอีก2-3 ปีข้างหน้า
บล.กรุงศรี คาดว่าโมเมนตัมรายได้ของ CHG ยังเติบโตได้จากกลุ่มต่างชาติ และรายได้โครงการรัฐที่มีสัดส่วนโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้น, Revenue mix ดีขึ้นจาก case complexity สูงขึ้น สะท้อนคุณภาพรายได้ที่แข็งแรง แม้การเติบโตรายได้ไม่โดดเด่น และประมาณการของฝ่ายวิจัยจะมี upside จาก Mix รายได้ที่มาจากต่างชาติ และกลุ่มโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งหนุน margin ดีกว่าคาด โดยทุก 1% ของรายได้ปี 2569 ที่สูงกว่าคาดจะเพิ่ม upside ต่อกำไรสุทธิ 3-4% และเพิ่มราคาเป้าหมายราว 0.04-0.06 บาทต่อหุ้น จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 1.60 บาท
นอกจากนี้การที่ CHG มีศักยภาพในการรักษาโรคซับซ้อนหลัก(หัวใจ, สมอง, มะเร็ง) ยังเปิดโอกาสให้ขยายฐานผู้ป่วยและยกระดับคุณภาพรายได้ในระยะกลางถึงยาว ขณะที่ Valuation น่าสนใจ จึงแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 1.60 บาทดังกล่าว