โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาเหรดบี้คดีฮั้วสว. ขน‘พยาน’แฉ‘เครือข่าย’ ดักคอกกต.-DSIฟอกขาว

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 5.37 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฝ่ายค้านจัดเวที 2 ปี ฮั้ว สว. นำ “พยาน-อดีต ผช.สว.” เปิดชื่อเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน-สว.ร่วมขบวนการจัดตั้งที่โรงแรมหวังสกัดสีส้ม สัญญาให้เงิน 5 แสน แต่ได้ไม่ครบเหตุไม่ลงคะแนนตามโพย จึงตั้งเป็น ผช. มีนักการเมืองหักหัวคิว “พริษฐ์” ย้ำ “โกง สว.” ไม่ใช่แค่ฮั้ว หวั่น “กกต.-ดีเอสไอ” เป่าคดีไม่ถึงศาล จี้ส่งหลักฐานสาวถึงตัวใหญ่ ลั่นไม่เอาแค่ สว. 10-20 คนไปสังเวย “ทวี” ร่วมเวทีด้วย บี้ “กกต.” เปิดหีบลงคะแนน เอาคนฮั้วออกจากตำแหน่ง “ปริญญา-สมชัย” ฟันเปรี้ยงถ้าใช้เงินถือว่าผิด กม.เลือกตั้ง “เจิมศักดิ์” ซัดชั่วร้ายไม่ต่างเผด็จการด้วยปืน เย้ย กกต. “กูกลัวตาย” ไม่กล้ายื่นศาลฟัน 229 คน

ที่รัฐสภา วันที่ 12 กรกฎาคม คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวก่อนเริ่มงานว่า กิจกรรมครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว สว. ซึ่งวัตถุประสงค์หลักจะเป็นการเจาะลึกหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งเราจะคุ้นชินกับคำว่า ฮั้ว สว. แต่ความจริงคำที่เหมาะสมกว่าคือ “โกง สว.” เพราะกระบวนการที่เห็นจากหลักฐานไม่ได้หมายถึงเพียงเครือข่ายจัดตั้งผู้สมัครเพื่อมาจัดทำโพลและแลกเปลี่ยนคะแนนกันและกัน แต่มีกระบวนการที่ใช้เงินและประโยชน์อื่นใดต่างๆ มาจ้างคนสมัคร และจ้างคนมาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ

นายพริษฐ์กล่าวว่า คดีโกง สว.ที่ว่านี้เป็นคดีที่มีความสำคัญต่ออนาคตระบบทางการเมืองประเทศเรา เรื่องแรก ถ้าคนที่เข้ามาสู่อำนาจโดยมิชอบ มีแนวโน้มสูงจะใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นเดียวกัน หากเราพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) บางส่วนที่เข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ แล้วการใช้อำนาจในฐานะ สว. ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย การลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ จะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยหรือไม่

“ถ้ามีกลุ่มการเมืองใดใช้วิธีการโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาแทรกแซงการเลือก สว. จนทำให้มีคนที่สามารถกำกับทิศทางที่จะลงมติเข้าไปอยู่เป็น สว. จะทำให้กลุ่มการเมืองนั้นมีโอกาสมากำกับได้ด้วยเช่นกันว่า สว.เหล่านั้นจะลงมติรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ และหากกลุ่มการเมืองใดสามารถกำหนดใครคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านั้นที่มีหน้าที่ในการมาตรวจสอบกลุ่มการเมืองนั้นเองก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา การฮั้ว สว.หรือการโกง สว. เลยเป็นหนทางที่บางกลุ่มการเมืองพยายามใช้คุมองค์กรอิสระ และทำให้กลไกในการตรวจสอบอ่อนแอ” นายพริษฐ์กล่าว

ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายภาคส่วนพยายามรวบรวมหลักฐานไปนำเสนอต่อหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันยังค้างอยู่ที่ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีมติภายในเดือนกันยายนนี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่บอกว่ามีผู้มีมูลความผิด ทั้งหมด 229 คน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีการรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว บนฐานความผิดเรื่องอั้งยี่และการฟอกเงิน สิ่งที่สังคมมีความกังวลใจมากที่สุดตอนนี้คือ เรื่องจะไปไม่ถึงศาล แล้วทั้งสองหน่วยงานนี้จะตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ชั้น กกต.และดีเอสไอ ซึ่งทราบดีว่า 4 ใน 7 กกต.ที่จะลงมติเรื่องนี้ก็ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งได้จาก สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่า กกต.ชุดนี้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่ามีมติที่ค่อนข้างค้านสายตาสังคม คือบอกว่าไม่มีใครใน 229 คนมีมูลกระทำความผิดเลย

เมื่อถามถึงกรณี 4 จังหวัด สิงห์บุรี หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และสุโขทัย ที่ได้ถามกระทู้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม หลักฐานชัดเจนหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอรัฐมนตรีกลางสภาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ส่งเข้ามาให้วิปฝ่ายค้าน หลักฐานเหล่านั้นมีความชัดเจนหนักแน่นเพียงพอในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ความจริงหน่วยงานตรวจสอบควรจะเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่าตนด้วยซ้ำ เช่น มีพยานปากมาเล่าให้ฟังว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมไหน ในจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ สิ่งที่ทำได้คือการไปตรวจสอบกับโรงแรม ไปเปิดดูกล้องวงจรปิด ว่ามีบุคคลดังกล่าวเดินเข้ามาในโรงแรมจริงหรือไม่

หวั่น กกต. DSI ตัดตอน

“สิ่งที่เขากังวลใจคือ พอยื่นไปแล้วหน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าว ย้ำว่าหากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง กกต.และดีเอสไอไม่ใช่แค่ส่งเรื่องคนบางคนไปที่ศาล ไม่ใช่แค่หา สว. 10-20 คนไปสังเวย แต่ต้องส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือการสังเวยบางคนเพื่อปกป้องบางคนที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจมากกว่า” นายพริษฐ์กล่าวถึงการเอาหลักฐานให้หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเวทีครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักฐานคดีฮั้ว สว. มี 4 อดีตผู้สมัคร สว. และอดีตผู้ช่วย สว. ได้แก่ นายดิเรก พรสีมา อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 3 การศึกษา, นายธารินทร์ พันธุมัย อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว, นายมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัคร สว. กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน หรืออื่นๆ และนายสนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร อดีตผู้ช่วยประจำตัว สว. (นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม) ร่วมเวทีเพื่อบอกเล่ารายละเอียดและขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการการเลือก สว.ที่มีการเสนอเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนของการโหวตตามโพยเลือกที่มีการจัดตั้ง และพบว่ามีเครือข่ายนักการเมืองร่วมในกระบวนการ

โดยนายดิเรกเล่าตอนหนึ่งว่า การเลือก สว.ที่ผ่านมามีการจัดตั้ง ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาของตนมาเล่าให้ฟังว่ามีการทำแผนให้เลือกจำนวนเท่าใด งบเท่าไร ทั้งนี้ มีคณะทำงานที่นำโดย นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ซึ่งปัจจุบันถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ได้เชิญไปจดโพยฮั้วที่ล็อกไว้แล้วที่โรงแรมมารวย

“ผมไม่ได้ไปร่วมกระบวนการ เพราะมีคนบอกว่าเขาจัดตั้งไว้แล้ว และไม่มีเบอร์ของผมที่ถูกวางตัว ทั้งนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมเล่าให้ฟังว่า การจัดการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมาเขาตั้งเป้าว่าให้เป็นแกนนำเสียงข้างมาก ซึ่งทำสำเร็จ และสิ่งที่เขาตั้งเป้าในเรื่องอื่นๆ เช่น ให้พรรคของเขาได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดึงคนบ้านใหญ่มาสมัคร คุมองค์กรอิสระให้ได้ ถือว่าสำเร็จทั้งหมด และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ หากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปหลังยุบสภาต้องได้ สส.เกิน 250 คน เพราะขณะนี้เขาคุม กกต. คุมผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนนทุกหมู่บ้าน และมีแผนให้เตรียมกาบัตรไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาจวนปิดหีบจะเช็กได้ว่า จำนวนผู้ที่ยังไม่มาลงคะแนนเลือกตั้งเหลือเท่าไร จะใช้บัตรที่กาและเตรียมไว้แล้วใส่ลงไป” นายดิเรกกล่าว

ด้านนายธารินทร์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเข้าให้ปากคำกับดีเอสไอว่า เดิมตนไม่คิดจะลงสมัคร เพราะเชื่อว่าจะมีการเมืองยุ่งเกี่ยว แต่มีสมาชิกสโมสรไลออนส์ จ.นครพนม มาหาบอกว่าจะมีคนออกค่าสมัครให้ และมีคนที่จะเลือก ตนรับฟังแต่ปฏิเสธและขอสมัครด้วยตนเอง เมื่อผ่านเข้ารอบไประดับประเทศ พบกระบวนการจัดตั้งที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีคณะที่รออยู่คือ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวมถึงนายสิทธิกร ธงยศ สว. และนายสมหมาย ศรีจันทร์ สว. รวมถึงพบกลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 20 คน แต่รอโดยไม่ทำอะไร ทำให้ตนและเพื่อนกลับ โดยก่อนกลับพบว่าต้องรอพบคณะของใคร ซึ่งได้รับแจ้งว่า คณะของนายอนุทิน

ขณะที่นายสนั่นชัยกล่าวว่า ช่วงเลือก สว. ตนเป็นทีมงานของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งในกระบวนการตอนแรกได้รับค่าตอบแทน 3,000 บาทจากนายสรชาติเพื่อช่วยหาผู้เลือกให้ได้ 10 คน เพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป และในพื้นที่ยังพบการดำเนินการของนายกำพอง ฐานะผู้ช่วยของนายวุฒิชาติ ซึ่งเมื่อได้รายชื่อผู้เลือกแล้วได้แจ้งรายชื่อให้กับนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย

แฉเสนอเงินให้ 5 แสนบาท

“นายสรชาติบอกกับผมว่า หากเป็นโหวตเตอร์จะจ่ายให้ 5 แสน โดยต้องมีการลงทะเบียน ซึ่งมีการตกลงคนอื่นด้วย ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะได้เงินเท่าไร ผมตอบรับ และลงทะเบียน ที่โรงแรมธาราแกรนด์ มีการอธิบายให้จดโพย ยึดใบ สว.3 แต่พอเลือกเสร็จผมไม่ได้รับเงินตามสัญญา โดยเขาบอกว่าที่ไม่จ่ายเพราะไม่ลงคะแนนตามโพย แต่เขาได้ตั้งผมเป็นผู้ช่วย เมื่อปี 2567 เพื่อให้เงินเดือนมาจ่ายให้คนอื่น ได้รับค่าตอบ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องโอนคืนเขาผ่านทางภรรยา 10,000 บาท ผมได้ 5,000 บาท แต่เป็นการได้เพียง 2 เดือนก็ปรับออก แต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้เงิน” นายสนั่นชัยกล่าว

นายสนั่นชัยกล่าวด้วยว่า ขอฝากให้ กกต.คิดด้วยว่า การทำโครงการที่จะสำเร็จ ต้องใส่ปัจจัย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ตนมองว่าโพยไม่ผิด แต่หากตนติดคุก คนพวกนั้นต้องติดคุกด้วย ยอมรับว่าต้องการรับเงินเพื่อให้คุณเป็น สว. แต่ทุกวันนี้ตนยังไม่ได้เงิน

ทางด้านนายมนตรีกล่าวว่า ตนเก็บหลักฐานทั้งเป็นเงินที่ได้รับและเสื้อสีเหลืองเพื่อให้ใส่วันเลือก สว.ระดับประเทศ เพื่อสร้างสัญลักษณ์เป็นทีมเดียวกัน กระบวนการเกิดขึ้นที่โรงแรมอัศวิน ห้อง 706 ซึ่งมีคนเกือบ 30 คนเข้าไปอยู่ในห้องนั้นเพื่อรับเงินจำนวน 2 หมื่นบาท โดย น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ให้ปัจจัย บอกว่าเป็นค่าเดินทาง หลังจากนั้นได้เดินทางไปอีกโรงแรมหนึ่ง เพื่อจดโพย ซึ่งพบว่ามีหัวหน้าคณะคือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เป็นผู้อธิบายว่ามาเพื่ออะไร

“ประเด็นที่หัวหน้าโพยฮั้วบอกวันนั้นคือ กล่าวอ้างให้เลือกเพื่อสกัดสีส้ม ทั้งนี้ภาคใต้ใช้เงินจะไม่สำเร็จ ต้องมีปัจจัยอื่นด้วย และให้กาคะแนนตามโพย เพราะระบบเซตไว้แล้ว หากลงคะแนนให้ตัวเองจะคลาดเคลื่อน พร้อมหลอกด้วยว่าจะมีคนจังหวัดอื่นลงคะแนนให้ และหากไม่ได้เป็น สว. จะมีตำแหน่งให้และค่าตอบแทน 6 หลัก แต่ผมไม่สบายใจ เพราะดูประวัติจากคนที่ให้กาคะแนนให้ พบว่าเป็นเด็กส่งน้ำ คนรับจ้างรีดผ้า จึงไม่ทำตามโพย ขณะที่การจ่ายค่าตอบแทนนั้นที่จริงแล้วจะได้คนละ 2 แสนบาท แต่มีการหักค่าหัวคิว 1 แสนบาท ทำให้จ่ายเพียง 1 แสนบาท และแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 2 หมื่นบาท หากเลือกตามโพยจะจ่ายให้อีก 8 หมื่นบาท แต่ผมไม่ได้ทำตามโพย” นายมนตรีกล่าว

จากนั้น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ฐานะอดีต รมว.ยุติธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องนี้เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากตีความสั้นๆ คือระบอบรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาในปัจจุบันมีอยู่ 4 รัฐ คือ 1.รัฐธรรมนูญ 2.รัฐบาล 3.รัฐสภา และรัฐที่ 4 คือรัฐที่คิดมาเอง คือ “รัฐอิสระ” ซึ่งมีหมวดศาลรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ และหมวดของอัยการ รวมถึงประธานศาลปกครองสูงสุดที่ต้องผ่าน สว.ทั้งหมด ดังนั้นการที่จะกินรวบประเทศไทยได้ทั้งหมด

อดีต รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า หากตนอยู่ต่อจะจัดการให้หมด เพราะพบการสมคบกันทั้งหมดหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ใช้ให้คนศึกษาระเบียบ กกต.เพื่อหาวิธีฮั้ว แม้ว่ากฎหมายประกอบจะระบุให้เป็นการลงคะแนนลับ แต่ระเบียบของ กกต. กำหนดให้ใช้หมายเลขตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ นอกจากนั้นยังพบว่า กกต.ใช้งบสนับสนุนการเลือก สว.ปี 2567 ใช้เงิน 206 ล้านบาท แต่ในการเลือก สส. ปี 2566 พบเงินสนับสนุน 1.3 ล้านบาท ซึ่งงบการเงินเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ยังพบการขนคนมาสมัคร มาเป็นผู้เลือก

“การสอบสวนหลักฐานอยู่ใน กกต. มีภาพกว่า 200 ล้านภาพ ที่สำคัญคือ กกต.ต้องเปิดหีบเพื่อตรวจบัตรลงคะแนน เพื่อพิสูจน์การเลือกที่ไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้กลุ่มที่มีโพยคะแนนจะกระโดดไป 50-70 คะแนน แต่กลุ่มที่ไม่มีโพยคะแนนห่างกันมาก ดังนั้น กกต.ต้องทำความสะอาดประเทศ ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เปิดหีบเพื่อตรวจการลงคะแนน หากพบตัวเลขซ้ำกันต้องเอาคนพวกนั้นออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลยุติธรรม เพราะองค์กรศาลยังไม่ถูกกินรวบ” พ.ต.อ.ทวีกล่าว

กกต.กูกลัวตายไม่กล้าชงศาล

ขณะที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หาก สว.ที่มาโดยไม่สุจริตต้องพ้นจากตำแหน่ง กระบวนการการเลือก สว.หากมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่ง กกต.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้สิ่งที่เป็นพยานที่เข้าร่วมเวที ได้เข้าให้ปากคำต่อดีเอสไอและคณะอนุกรรมการของ กกต.ไปแล้ว อย่างไรก็ดี การตรวจสอบการทำงานของ กกต.นั้นสามารถใช้ช่องทางของกฎหมายเพื่อขอให้เปิดเผยได้ เมื่อถึงวันที่ กกต.ต้องลงมติคดีฮั้ว หากพบว่ายกหมด หรือส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาน้อยมากจนน่าตกใจ หรือผิดสังเกต ขัดแย้งกับพยานหลักฐาน ถือว่าเข้าองค์ประกอบการทำหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งฐานะความเป็นผู้เสียหายสามารถดำเนินการกับ กกต.ได้

“การสู้ว่า สว.ได้มาโดยมิชอบ ต้องรอให้ กกต.วินิจฉัย หาก กกต.ไม่ทำ สามารถฟ้องได้ ฐานะผู้เสียหาย ปัญหากลับมาที่รัฐสภา ให้แก้กฎหมาย เพื่อให้สิทธิฟ้องในคดีเลือกตั้งตรงไปยังศาลได้ เพราะขณะนี้สิทธิการฟ้องคดีเลือกตั้งมีเพียงอำนาจของ กกต.เท่านั้น” นายปริญญากล่าว

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวว่า ตามกฎหมายเลือก สว. กรณีการให้เงิน สัญญาว่าจะให้ รวมถึงการเลี้ยงอาหาร ถือว่ามีความผิด เพราะตามกฎหมายห้ามทำ แม้แต่กาแฟแก้วเดียวไม่สามารถเลี้ยงได้ ดังนั้นเมื่อพบการกระทำผิดแล้ว แต่ กกต.ไม่ทำอะไร เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดทั้งอาญาและกฎหมาย กกต. ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องคือ ผู้เสียหายดำเนินคดีกับ กกต.ได้

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. กล่าวว่า มูลเหตุจูงใจในการทำเรื่องนี้ชัดเจน เพราะเมื่อได้ สว. จะกลับมาด้วยองค์กรอิสระ และไปซื้อบ้านใหญ่ ซื้อกลุ่มการเมืองเพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาล ในการเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และ สว.ยังให้การรับรองบุคคลสำคัญ ทั้งอัยการสูงสุด ประธานศาลปกครอง เรื่องนี้เป็นการกินรวบที่มีมูลเหตุจูงใจชัดเจนว่าต้องการที่จะผูกขาดอำนาจรัฐโดยระบบทุน ซึ่งเป็นเรื่องชั่วร้ายไม่ต่างจากเผด็จการโดยปืน แต่นี่คือเผด็จการโดยทุน เป็นเผด็จการที่มีเครือข่ายแยบยล

“ก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเลวร้ายเท่านี้ คิดเพียงว่าจะมีการชักชวนกันเป็นกลุ่มๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีอสูรร้ายที่ทำขนาดนี้ ถ้า กกต.ทำได้ตรงไปตรงมา บ้านเมืองจะดีขึ้นเยอะ เพราะถ้า กกต.ส่งรายชื่อทั้ง 229 คนถึงศาลฎีกา ทั้ง 229 คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ สว.สำรองเลื่อนขึ้นมา แต่กล้าเดิมพันว่า กกต.ไม่กล้ายื่นทั้ง 229 รายชื่อ เพราะกลัวตาย เพราะคำว่า กกต. คือ “กูกลัวตาย” ตายที่ 1 คือตายจากบ้านใหญ่ ตายที่ 2 เพราะจะมีคนเล่นงานเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” นายเจิมศักดิ์กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...