ธปท. ชี้ส่งออกไทยโตกระจุกในกลุ่ม AI ห่วงหมดกระแสเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้เศรษฐกิจโลกผันผวนสูง ไทยยังโตต่ำศักยภาพ ชี้ส่งออกไทยโตแรงแต่กระจุกตัวแค่กลุ่ม AI-เทคโนโลยี ห่วงหมดกระแสอาจฉุดเศรษฐกิจทรุด
13 ก.ค. 69 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2569 ภาคใต้ในหัวข้อ “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” เผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ว่า
โลกในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนสูง (Uncertainty) จนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) จากเดิมที่วิกฤตเศรษฐกิจหรือปัจจัยช็อกระดับโลกจะเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 6-10 ปี แต่ในระยะหลังกลับพบว่ามีความผันผวนสูงและเกิดปัจจัยช็อกแทบจะปีละครั้ง
ตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน, วิกฤตการณ์โควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อีกทั้งภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกยังได้เปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์ ไปสู่ยุคแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจน
จากปัจจัยช็อกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เช่น การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และอัตราการลงทุนในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมากตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดของไทย (Potential GDP) ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงถึง 5% และ 3% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 2.7% เท่านั้น
“สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ธปท.ประเมินว่าจะสามารถเติบโตได้ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นระดับที่ดีกว่าสถาบันอื่น ๆ คาดการณ์ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่กังวลในช่วงต้นปี แนะเร่งปรับตัว-เพิ่มความยืดหยุ่นรับความผันผวน แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ”
ทั้งนี้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตได้สูงถึงประมาณ 14% อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามีความน่ากังวลเนื่องจากการเติบโตดังกล่าวเป็นการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี รับกระแส AI คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 43% ขณะที่สินค้าประเภทอื่น ๆ ที่เหลือคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.5% เท่านั้น โครงสร้างของกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกเทคโนโลยีที่เติบโตสูงนี้ ยังมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) เนื่องจากเป็นเม็ดเงินของต่างชาติ ผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 1% แต่ครองมูลค่าการส่งออกสูงถึง 85% ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 105 ราย เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยถึง 87 ราย
ส่งออกของไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง (Low Local Content) อุตสาหกรรมนี้เน้นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบเพื่อส่งออก โดยมีสัดส่วนเนื้อหาการนำเข้า (Import Content) พุ่งสูงจากเดิม 45% ขึ้นมาอยู่ที่ 70% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่คุณค่านี้น้อยกว่าที่ควร และแม้การส่งออกจะเติบโต 14% แต่ตัวเลขการนำเข้าก็สูงถึง 20% ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลการชำระเงินของไทยในปีนี้อาจเผชิญภาวะติดลบ
"สิ่งที่ต้องติดตามและเป็นความเสี่ยงในระยะถัดไป คือ หากกระแสความนิยมหรือการลงทุนในเทคโนโลยี AI ทั่วโลกเริ่มชะลอตัวลง เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) รวมถึงมูลค่าการส่งออกของไทยที่เกาะกระแสนี้อยู่ ก็จะลดลงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
นายวิทัย กล่าวด้วยว่า "ภาคธุรกิจไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายหรือรูปแบบธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรองรับกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา"
ในขณะที่ธปท.ได้ปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวม มาเป็นการออกนโยบายเฉพาะจุดเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ และเร่งขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการช่วยเหลือ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน หรือการคุมเข้มธุรกรรมนอกระบบ (Grey Economy) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน
"เศรษฐกิจภาคใต้" เติบโตไม่ทั่วถึง
นายวิทัย กล่าวอีกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการส่งออกของภาคใต้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปราะบางสำคัญที่สะท้อนปัญหาการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง (Uneven Recovery) สะท้อนจาก 3 ประเด็นคือ
- สินค้าเกษตรหลักเผชิญความผันผวนสูง ขณะที่การส่งออกภาพรวมของประเทศถูกลากด้วยกลุ่มเทคโนโลยีและ AI แต่สินค้าส่งออกหลักของภาคใต้ เช่น ยางพารา และ ไม้แปรรูป กลับไม่ได้อานิสงส์จากกระแสดังกล่าวอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นของคู่ค้า (เช่น มาตรการ EUDR ของยุโรป) และสภาพอากาศที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรชาวใต้
- ภาคการท่องเที่ยวโตกระจุกตัว แม้ภาคการท่องเที่ยวของภาคใต้จะฟื้นตัวได้ดี แต่พบว่ามีการกระจุกตัวสูงมากในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่าง ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี (สมุย) ขณะที่จังหวัดเมืองรองอื่น ๆ ในภาคใต้ยังคงฟื้นตัวช้า เม็ดเงินกระจายไปไม่ถึงผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไปตกอยู่กับกลุ่มรายใหญ่หรือต่างชาติ
- กำลังซื้อฐานรากเปราะบางจากหนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจภูมิภาคในภาคใต้ยังถูกกดดันจากปัญหา หนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ตัวเลขการท่องเที่ยวหรือการส่งออกในภาพรวมของประเทศจะดูดี แต่ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ภาคใต้กลับยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
“แบงก์ชาติในยุคนี้เราให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมาก ๆ เราปรับ position ให้เราใกล้ชิดกับ Real Sector ภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจภูมิภาคสำคัญมาก คนส่วนใหญ่ก็ดี การผลิตส่วนใหญ่ก็ดี รวมทั้ง SME จำนวนมากก็ดี อยู่ในภูมิภาค"