โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ชี้ส่งออกไทยโตกระจุกในกลุ่ม AI ห่วงหมดกระแสเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.09 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้ว่าการ ธปท. ชี้เศรษฐกิจโลกผันผวนสูง ไทยยังโตต่ำศักยภาพ ชี้ส่งออกไทยโตแรงแต่กระจุกตัวแค่กลุ่ม AI-เทคโนโลยี ห่วงหมดกระแสอาจฉุดเศรษฐกิจทรุด

13 ก.ค. 69 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2569 ภาคใต้ในหัวข้อ “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” เผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ว่า

โลกในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนสูง (Uncertainty) จนกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) จากเดิมที่วิกฤตเศรษฐกิจหรือปัจจัยช็อกระดับโลกจะเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 6-10 ปี แต่ในระยะหลังกลับพบว่ามีความผันผวนสูงและเกิดปัจจัยช็อกแทบจะปีละครั้ง

ตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน, วิกฤตการณ์โควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อีกทั้งภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกยังได้เปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์ ไปสู่ยุคแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจน

จากปัจจัยช็อกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เช่น การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และอัตราการลงทุนในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมากตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดของไทย (Potential GDP) ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงถึง 5% และ 3% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 2.7% เท่านั้น

“สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ธปท.ประเมินว่าจะสามารถเติบโตได้ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นระดับที่ดีกว่าสถาบันอื่น ๆ คาดการณ์ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่กังวลในช่วงต้นปี แนะเร่งปรับตัว-เพิ่มความยืดหยุ่นรับความผันผวน แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ”

ทั้งนี้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตได้สูงถึงประมาณ 14% อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามีความน่ากังวลเนื่องจากการเติบโตดังกล่าวเป็นการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี รับกระแส AI คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 43% ขณะที่สินค้าประเภทอื่น ๆ ที่เหลือคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.5% เท่านั้น โครงสร้างของกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกเทคโนโลยีที่เติบโตสูงนี้ ยังมีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) เนื่องจากเป็นเม็ดเงินของต่างชาติ ผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 1% แต่ครองมูลค่าการส่งออกสูงถึง 85% ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 105 ราย เป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยถึง 87 ราย

ส่งออกของไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง (Low Local Content) อุตสาหกรรมนี้เน้นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบเพื่อส่งออก โดยมีสัดส่วนเนื้อหาการนำเข้า (Import Content) พุ่งสูงจากเดิม 45% ขึ้นมาอยู่ที่ 70% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในห่วงโซ่คุณค่านี้น้อยกว่าที่ควร และแม้การส่งออกจะเติบโต 14% แต่ตัวเลขการนำเข้าก็สูงถึง 20% ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลการชำระเงินของไทยในปีนี้อาจเผชิญภาวะติดลบ

"สิ่งที่ต้องติดตามและเป็นความเสี่ยงในระยะถัดไป คือ หากกระแสความนิยมหรือการลงทุนในเทคโนโลยี AI ทั่วโลกเริ่มชะลอตัวลง เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) รวมถึงมูลค่าการส่งออกของไทยที่เกาะกระแสนี้อยู่ ก็จะลดลงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า "ภาคธุรกิจไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายหรือรูปแบบธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อรองรับกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา"

ในขณะที่ธปท.ได้ปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวม มาเป็นการออกนโยบายเฉพาะจุดเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ และเร่งขจัดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการช่วยเหลือ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน หรือการคุมเข้มธุรกรรมนอกระบบ (Grey Economy) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

"เศรษฐกิจภาคใต้" เติบโตไม่ทั่วถึง

นายวิทัย กล่าวอีกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการส่งออกของภาคใต้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปราะบางสำคัญที่สะท้อนปัญหาการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง (Uneven Recovery) สะท้อนจาก 3 ประเด็นคือ

  • สินค้าเกษตรหลักเผชิญความผันผวนสูง ขณะที่การส่งออกภาพรวมของประเทศถูกลากด้วยกลุ่มเทคโนโลยีและ AI แต่สินค้าส่งออกหลักของภาคใต้ เช่น ยางพารา และ ไม้แปรรูป กลับไม่ได้อานิสงส์จากกระแสดังกล่าวอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นของคู่ค้า (เช่น มาตรการ EUDR ของยุโรป) และสภาพอากาศที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรชาวใต้
  • ภาคการท่องเที่ยวโตกระจุกตัว แม้ภาคการท่องเที่ยวของภาคใต้จะฟื้นตัวได้ดี แต่พบว่ามีการกระจุกตัวสูงมากในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่าง ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี (สมุย) ขณะที่จังหวัดเมืองรองอื่น ๆ ในภาคใต้ยังคงฟื้นตัวช้า เม็ดเงินกระจายไปไม่ถึงผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไปตกอยู่กับกลุ่มรายใหญ่หรือต่างชาติ
  • กำลังซื้อฐานรากเปราะบางจากหนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจภูมิภาคในภาคใต้ยังถูกกดดันจากปัญหา หนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งทำให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ตัวเลขการท่องเที่ยวหรือการส่งออกในภาพรวมของประเทศจะดูดี แต่ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ภาคใต้กลับยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น

“แบงก์ชาติในยุคนี้เราให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมาก ๆ เราปรับ position ให้เราใกล้ชิดกับ Real Sector ภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจภูมิภาคสำคัญมาก คนส่วนใหญ่ก็ดี การผลิตส่วนใหญ่ก็ดี รวมทั้ง SME จำนวนมากก็ดี อยู่ในภูมิภาค"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...