โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สอดสร้อยมาลา’ การต่อสู้ของผู้หญิงและเลสเบี้ยนในยุคปิตาธิปไตยแบบข้นๆ ที่ต่อให้สู้สุดใจ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอก็ขึ้นอยู่กับผู้ชายวันยังค่ำ

Mirror Thailand

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ขณะที่มีฉากหลังเป็นยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ลากยาวมาจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากการบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของเหล่าชนชั้นนำแล้ว ‘สอดสร้อยมาลา’ ละครพีเรียดที่กำลังมาแรงทางช่อง One ยังบอกเล่าเรื่องการต่อสู้ของผู้หญิงและเลสเบี้ยนในยุคสมัยนั้นได้อย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมา นั่นเพราะชีวิตของตัวเอกหญิงทั้ง ‘สร้อย’ (รับบทโดย มาเบล สุชาดา) และ ‘มาลา’ (รับบทโดย เอินเอิน ฟาติมา) นั้นต้องขึ้นอยู่กับผู้ชายเป็นหลัก ไม่ว่าพวกเธอจะพยายามสู้ด้วยตัวเองขนาดไหน แต่ปิตาธิปไตยในยุคนั้นก็ไม่เคยปล่อยให้พวกเธอได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้แท้จริงเลยสักครั้ง

สอดสร้อยมาลาว่าด้วยเรื่องราวของเพื่อนรักทั้งสองคนที่เป็นนางรำในวังมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ แต่สร้อยกลับเป็นฝ่ายที่คิดเกินเพื่อน หากแต่การเป็นเลสเบี้ยนหรือการ ‘เล่นเพื่อน’ ในยุคนั้น เป็นสิ่งที่สังคมปิดกั้นอย่างรุนแรงจนทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งพังลงไปได้ในชั่วพริบตา ฝั่งมาลาเองที่ชัดเจนว่าเป็นสเตรท จึงขีดเส้นชัดเจนว่าเธอไม่สามารถเป็นคนรักของสร้อยได้และถึงกับบอกให้สร้อยเลิกรักเธอ จนกลายเป็นประโยคโด่งดังที่ว่า “มันไม่ใช่โรคที่จะหายกันง่ายๆ นะมาลา” และยิ่งเวลาผ่านไป การเมืองเริ่มเปลี่ยนขั้ว ชีวิตของพวกเธอก็ยิ่งยากขึ้น ทั้งในฐานะผู้หญิงและในฐานะเลสเบี้ยน

สิ่งที่ละครเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาจึงนับได้ว่าเป็นการชวนเราย้อนนึกถึงการต่อสู้ทั้งเพื่อเอาตัวรอดและเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ใหญ่ๆ ของผู้หญิงรุ่นที่ผ่านๆ มาได้เป็นอย่างดี

มาลา คือตัวแทนของผู้หญิงยุคนั้นที่พยายามจะใช้ชีวิตให้สมบูรณ์พร้อมตามขนบทั้งเป็นลูกสาวที่ดี หญิงที่ดี ที่สำคัญคือเป็นเมียและแม่ที่ดี ดูเหมือนมาลาจะสามารถเลือกได้ว่าเธอจะรักหรือไม่รักใคร แต่ท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถจะเลือก เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับ ‘ท่านชายราม’ (รับบทโดย กระทิง ขุนณรงค์) เพื่อไม่ให้ถูกบังคับแต่งงานกับเจ้านายวัยชราที่มาดูเธอรำและอยากรับเธอไปเป็นสนม เมื่อแต่งงาน เธอบอกกับท่านชายรามว่า “ขอฝากชีวิตไว้กับท่านพี่” ซึ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่านับจากนี้ เธอพยายามปฏิบัติหน้าที่ของศรีภรรยาและทำได้เป็นอย่างดีเพื่อให้สมกับที่สามีปกป้องดูแลชีวิตของเธอ แต่เมื่อถึงวาระเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 สามีของเธอต้องถูกพรากออกไปและไม่ได้เจอกันอีกหลายปีนับจากนั้น

เมื่อเรื่องราวเปลี่ยนไป มาลาที่ต้องกลายเป็นหม่อมม่าย เพราะเข้าใจว่าสามีตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว ก็จำต้องอยู่ภายใต้การดูแลของ ‘หมวดพร้อม’ (รับบทโดย เข้ม หัสวีร์) ผู้มาพร้อมอำนาจทางทหารแทน เห็นได้ชัดว่าชีวิตของมาลาที่แม้จะมีทักษะความสามารถด้านการรำติดตัว แต่ด้วยข้อจำกัดทางอาชีพและสถานะทางสังคม เธอยังคงต้องพึ่งพาอำนาจของผู้ชายในแทบทุกๆ ความพลิกผันในชีวิต ถึงขนาดที่เมื่อความจริงปรากฏว่าสามีของเธอยังไม่ตายแต่เข้าร่วมอุดมการณ์กับฝั่งเสรีไทย และทำให้เธอถูกรัฐบาลทหารเพ่งเล็งไปด้วย มาลาก็ต้องถูกสถานการณ์บังคับให้ยอมรับการแต่งงานกับพร้อม เพื่อให้เธอรอดพ้นจากการถูกจับไปสอบสวน

การตัดสินใจแต่งงานแต่ละครั้งของมาลา จึงไม่เคยเป็นสิ่งที่เธอเลือกเองสักครั้ง แต่เป็นไปตามสถานการณ์ที่บีบบังคับและถูกลากไปตามอำนาจที่เหนือกว่าของผู้ชายเสมอ แม้เธอจะพยายามสู้ด้วยตัวเอง ทั้งทำขนมขาย ไปสอนรำที่คณะลิเก ไปเป็นนักแสดงละครวิทยุ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้น ตัวเธอในฐานะผู้หญิงก็ไม่สามารถจัดการทุกอย่างเองได้เกินขอบเขตอำนาจเท่าที่มีในตัวเอง

ขณะเดียวกัน สร้อย นับเป็นตัวละครที่เด่นชัดที่สุดในแง่ของความสู้สุดใจในฐานะผู้หญิงที่เป็นเลสเบี้ยน ชีวิตของเธอล้มบ้าง เละบ้าง แต่ไม่มีวันไหนที่เธอไม่สู้ แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตของเธอก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ชายอยู่วันยังค่ำ ตั้งแต่ท่านเจ้าคุณธเนศ เจ้าของโรงละครที่อยากได้เธอเป็นเมียเก็บและเคยใช้วิธีกึ่งบังคับ จนเธอต้องหันไปพึ่งท่านนายพลฯ ใหญ่อีกคน ซึ่งก็มาพร้อมข้อผูกมัดบางอย่าง ท้ายที่สุดแม้สร้อยสามารถผลักดันให้ตัวเองขึ้นเป็นเจ้าของโรงละครแทนได้ด้วยความสามารถของตัวเอง แต่ข้อผูกมัดและอำนาจของนายพลก็ไม่ได้ปล่อยเธอไปง่ายๆ ลงท้ายก็ต้องการให้เธอทำหน้าที่ ‘รับแขก’ ให้เขาอยู่ดีโดยแลกกับความอยู่รอดของโรงละครที่สร้อยรัก

ตลอดทั้งเรื่อง สร้อยต้องเสี่ยงอันตรายจากการถูกมองเป็นวัตถุทางเพศอยู่เสมอ สร้อยที่เคยเป็นทั้งนางละครและต่อมาเป็นนักร้องในบาร์ ต้องคอยรับมือกับลูกค้าที่ต้องการแต๊ะอั๋งเธอ ในยุคสงครามก็ถึงกับถูกทหารญี่ปุ่นลากไปเพื่อบังคับให้เธอให้บริการทางเพศ

ที่สำคัญความเป็นเลสเบี้ยนของสร้อยเองยิ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้น ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเธอ ยิ่งเป็นยุคที่การรักเพศเดียวกันยังมีแต่ตราบาป โรงละครของสร้อยต้องพังลงเพราะถูกโจมตีโดยนักข่าวชาย เรื่องที่เธอเป็นหญิงรักหญิง ขณะที่เรื่องความรักสร้อยก็ไม่เคยมีภาพอื่นๆ ให้เห็นมาก่อน เธอจึงยิ่งพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความเจ็บปวดและถึงขั้นติดเหล้าและฝิ่นจนทำให้ชีวิตเธอและความสัมพันธ์กับมาลายิ่งย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่เธอทำให้มาลาต้องเสียลูกในท้องไป ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าสำหรับตัวละครหญิงทั้งสอง

จนถึงที่สุดมาลาไม่อาจเป็นแม่และเมียที่สมบูรณ์แบบ สร้อยก็ไม่อาจเป็นผู้หญิงที่ได้รับความรักจากผู้หญิงที่เธอรักและไม่อาจได้เป็นเจ้าของหน้าที่การงานที่เธอทุ่มเทปลุกปั้น ทั้งคู่ไม่อาจได้เลือกทางชีวิตอย่างที่พวกเธอต้องการจริงๆ เพราะอำนาจที่อยู่เหนือพวกเธอนั้นไม่เคยเป็นของผู้หญิง ทุกๆ คนล้วนต้องเผชิญความเจ็บปวดจากสังคมปิตาธิปไตย

น่าสนใจว่าคำถามหนึ่งที่มาลาโยนให้สร้อยในฉากที่สร้อยกำลังเมาฝิ่นเอาเป็นเอาตายก็คือ “ลองถามตัวเองดูว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือใคร” ไม่แน่ว่าคำตอบนั้นไม่ใช่สร้อยหรือมาลา หรือใครๆ เลย แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสังคมปิตาธิปไตยที่ครอบทับพวกเธออยู่อย่างเข้มข้นในยุคสมัยนั้นนั่นเอง

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘สอดสร้อยมาลา’ การต่อสู้ของผู้หญิงและเลสเบี้ยนในยุคปิตาธิปไตยแบบข้นๆ ที่ต่อให้สู้สุดใจ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอก็ขึ้นอยู่กับผู้ชายวันยังค่ำ

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...