โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซีพี เปิดโมเดล "Reforest Tokenization" นำร่องกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ซีพี เปิดโมเดล

กรุงเทพฯ 8 กรกฎาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดตัว Reforest Tokenization โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่มุ่งยกระดับ "ทุนธรรมชาติ" (Natural Capital) ของประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกเชื่อมโยงคุณค่าที่เกิดจากการฟื้นฟูและดูแลผืนป่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมนำร่องความร่วมมือกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นพันธมิตรรายแรก บนพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก เพื่อพัฒนาต้นแบบการสร้างคุณค่าจากการอนุรักษ์ที่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนา Natural Capital Economy ของประเทศไทย โดยคาร์บอนเครดิตจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ก่อนขยายสู่การสร้างมูลค่าจากทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าที่เกิดจากชุมชนผู้ดูแลผืนป่า

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “การอนุรักษ์ป่าในอนาคตจำเป็นต้องสร้าง ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร จึงเป็นที่มาของแนวคิด Reforest Tokenization ที่มุ่งยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Natural Capital เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับกลไกเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม”

“ป่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ร้อยละ 31 เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดร้อยละ 75 ของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบกร้อยละ 80 และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลกร้อยละ 90 ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่าร้อยละ 42 ลาวร้อยละ 9.5 เมียนมาร้อยละ 3.9 และประเทศไทยร้อยละ 2.9 แม้ไทยจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการรักษา หากต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ยังเป็นความท้าทายสำคัญ”

“จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่ วันนี้โลกมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่สะท้อนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอน แต่ความจริงแล้วป่ายังมีคุณค่าอีกมาก ทั้งการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน Reforest Tokenization จึงเป็นการนำคุณค่าเหล่านี้มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ ขณะที่รายได้จะกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่า เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่า สร้างอาชีพที่มั่นคง ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการประกอบกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากร”

“ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เริ่มนำร่องโมเดลดังกล่าวร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยมุ่งพัฒนาระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000 ไร่ สามารถมีรายได้จากการอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีก 10,000-15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ควบคู่กับการปลูกพืชมูลค่าสูง ก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่า และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยและภูมิภาค เพื่อให้การอนุรักษ์ป่ากลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม และชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน”

ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนที่เสมือนเป็นกำแพงด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤตต่างๆ หากพวกเขาอยู่ไม่ได้ธรรมชาติย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน เราจึงควรมีการคำนวณต้นทุนในการทำธุรกิจใหม่ที่คำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติพร้อมกับการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของเขาในอนาคตเช่นกัน”

“ผมหวังว่าการที่พวกเราทุกคนมารวมกันในวันนี้จะช่วยหาหลักในการทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเฉพาะผลกำไร แต่มองภาพการเติบโตของชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พร้อมร่วมดำเนินการกับทุกคนเพื่อทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้เป็นจริงและสามารถขยายผลในวงกว้างได้ และอยากชวนทุกคนให้คำนึงถึง “ต้นทุนของการไม่ทำอะไร” (Cost of Inaction) ว่าจะสูงกว่าในที่ฐานทรัพยากรธรรมชาติล่มสลาย และวิกฤตนั้นจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาหาภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช่หรือไม่“

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้วาง Roadmap การดำเนินงานโครงการระหว่างปี 2569–2573 ไว้โดยตั้งเป้าพัฒนากลไก Reforest Tokenization ให้สามารถเชื่อมข้อมูลการฟื้นฟูป่า การกักเก็บคาร์บอน และผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ในระยะแรกภายในปี 2569 เครือฯ จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จำหน่ายบนแอปพลิเคชัน TrueMoney เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิ์ใช้งานทันที หรือ Instant Redeem กลไกในระยะเริ่มต้นนี้จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชน เพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น

สำหรับระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์ โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เฉพาะคาร์บอนเครดิต แต่รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริการของระบบนิเวศอื่น ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนร่วมสร้าง “Natural Capital” ของประเทศไทย และทำให้การอนุรักษ์สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยมีพื้นที่นำร่องสำคัญ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก จำนวนรวมกว่า 10,000 ไร่ ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ เครือฯ ยังตั้งเป้าร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 เป็นเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการอนุรักษ์สามารถกลับมาสนับสนุนชุมชนและการฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายโครงการด้วยตนเองและร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต

การแสดงวิสัยทัศน์ของเครือซีพีดังกล่าว จัดขึ้นในงาน “Tokenizing Reforestation: ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน” ณ ห้อง Grand Hall ทรู ดิจิทัล พาร์ค ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างอนาคตที่ธรรมชาติ เทคโนโลยี และชุมชนเติบโตไปด้วยกัน” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก องค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานจากกลุ่มธุรกิจในเครือ ร่วมงานและแลกเปลี่ยนมุมมองกว่า 250 คน โดยภายในงานยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำให้การฟื้นฟูป่าเป็นโมเดลที่ขยายผลได้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้การอนุรักษ์เดินหน้าไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน โดยมี นายสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ย้ำว่า “การอนุรักษ์ป่าจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากชุมชน โดยรับฟังความต้องการ สร้างองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีร่วมกับระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เมื่อชุมชนมีรายได้จากคาร์บอนเครดิต ก็จะเกิดแรงจูงใจในการดูแลผืนป่าและลดปัญหาไฟป่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโมเดลการอนุรักษ์ที่โปร่งใส ปราศจากการฟอกเขียว และสร้างรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”

ขณะที่ นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า “ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่กับผืนป่า โดยมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กาแฟ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ผืนป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน”

ส่วน นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด อธิบายว่า “ธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ผืนป่า จึงเผชิญความท้าทายทั้งปัญหาการบุกรุกป่าและการเผาที่ก่อให้เกิดหมอกควัน เครือซีพีจึงดำเนินมาตรการรณรงค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมองว่าธุรกิจคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอ ลดการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม”

สำหรับ นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า "แอสเซนด์ บิท และทรูมันนี่ ภายใต้เครือแอสเซนด์ กรุ๊ป เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายๆ เราจึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดบริการซื้อคาร์บอนเครดิต บนแอปพลิเคชันทรูมันนี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผ่านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกแพ็กเกจการชดเชยคาร์บอนได้ตามความต้องการ และได้รับใบรับรองการชดเชยคาร์บอน เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้ ความร่วมมือในโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Reforest Tokenization ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน"

ภายในงาน ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานและพันธมิตร ที่นำเสนอภาพการต่อยอดผืนป่าสู่ทุนธรรมชาติ ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจคาร์บอนเครดิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงโมเดลการพัฒนาชุมชนที่สร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลผืนป่า สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินงาน Reforest Tokenization จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการอนุรักษ์ป่า แต่เป็นการวางรากฐานกลไกใหม่ที่ “แปลงป่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล” และสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ “การดูแลป่าสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน” โดยเชื่อมพลังของชุมชน องค์ความรู้ด้านการพัฒนา เทคโนโลยีดิจิทัล ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย เพื่อให้คนอยู่รอด ป่าอยู่ได้ และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ตามค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...