โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิเคราะห์ตลาดชิป ai จากกำไร Samsung และทิศทางเงินเยน

THE SIGNALs

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • กองบรรณาธิการ THE SIGNALs

สงคราม AI ในวันนี้ไม่ได้วัดกันว่าใครมีโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันกันว่าใครสามารถสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อรองรับ AI ได้มากที่สุด และหัวใจของการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ “ชิปเซมิคอนดักเตอร์” ที่กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของโลกยุคใหม่

วิเคราะห์ตลาดชิป ai จากกำไร Samsung และทิศทางเงินเยน

เมื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center) ความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจึงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตรายสำคัญอย่าง Samsung และ SK Hynix กลับมาอยู่ในจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง ล่าสุดจากรายงานเบื้องต้นในกรุงโซลระบุว่า Samsung สามารถทำกำไรจากการดำเนินงานทำสถิติสูงสุดถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขกำไรที่แข็งแกร่ง ตลาดกลับไม่ได้ตอบสนองในทิศทางเดียวกัน สะท้อนว่าการแข่งขันในยุค AI ไม่ได้มีเพียงเรื่องผลประกอบการ แต่ยังรวมถึงความคาดหวังของนักลงทุน การประเมินมูลค่าหุ้น และการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก

ยิ่งไปกว่านั้น คลื่นการลงทุนด้าน AI ยังส่งแรงกระเพื่อมไปไกลกว่าภาคเทคโนโลยี ตั้งแต่แนวโน้มเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร ไปจนถึงทิศทางของค่าเงินเยนที่กลับมาเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจเอเชีย วันนี้THE SIGNALs จะพาไปถอดรหัสว่า ทำไม “ชิป AI” จึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้าทางเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางของเกมเศรษฐกิจโลกในทศวรรษนี้

ปรากฏการณ์ของราคาหุ้นเมื่อความคาดหวังสะท้อนลงไปในตลาด

แม้ว่า Samsung จะรายงานผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทว่าราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงกว่า 5% ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการจัดพอร์ตลงทุนของกลุ่มผู้เล่นในตลาด ซึ่งมักจะตอบรับกับข่าวดีไปล่วงหน้าแล้วในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้า เมื่อตัวเลขจริงถูกประกาศออกมา จึงเกิดสภาวะที่เรียกว่า “ซื้อเมื่อมีข่าวลือ ขายเมื่อความจริงปรากฏ”

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดสภาพคล่องและเม็ดเงินจำนวนมากออกจากตลาดในระยะสั้น คือ การเตรียมตัวต้อนรับ ADR (American Depositary Receipt) ของ SK Hynix ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด ซึ่งการระดมทุนในครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการประเมินมูลค่าของกลุ่มธุรกิจ AI ที่อาจกำลังแตะจุดสูงสุดในกรอบระยะเวลาสั้นๆ ทว่าในภาพรวมระยะยาว แนวโน้มความต้องการชิปและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเราอาจจะได้เห็นการยืนยันถึงความแข็งแกร่งนี้จากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ที่กำลังจะทยอยประกาศออกมา

การขยายโครงสร้างพื้นฐาน และประเด็นเรื่องกำลังการผลิต

การเติบโตของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในเกาหลีใต้ แต่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลกกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังเร่งขยายขีดความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในประเทศออสเตรเลียก็ยังมีการสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยมีการเปิดเผยถึงโครงการระดับชาติในเกาหลีใต้ที่มีมูลค่าสูงถึง 8.8 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทชั้นนำอย่างSamsung และ SK Hynix ถึงแม้จะเริ่มมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด แต่ในความเป็นจริง วงจรการลงทุนนี้ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอาจต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งปีจึงจะสามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าจุดใดคือจุดสมดุลระหว่างเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับผลตอบแทนที่ได้รับกลับมา

ความท้าทายจากเครื่องมือทางการเงินและความเชื่อมั่นของตลาด

อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจ คือ ผลกระทบจากเครื่องมือทางการเงินที่มีความซับซ้อน เช่น Leveraged ETF ของ SK Hynix ที่ซื้อขายอยู่ในฮ่องกง เม็ดเงินมหาศาลที่หมุนเวียนในกองทุนเหล่านี้ทำให้เกิดความจำเป็นในการปรับสมดุลพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบย้อนกลับมาที่ราคาหุ้นอ้างอิงในตลาดหลัก ประเด็นนี้ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้เริ่มจับตาและพิจารณาถึงความเหมาะสมในการอนุมัติผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาด

ชิป AI กับการก่อตัวของอัตราเงินเฟ้อรอบใหม่

อุปสงค์ที่มหาศาลต่อเซมิคอนดักเตอร์กำลังสร้างแรงกระเพื่อมไปยังโครงสร้างต้นทุนของบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อรักษาส่วนต่างกำไร องค์กรเหล่านี้จึงอาจมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าปลายทาง สอดคล้องกับรายงานจาก Bloomberg Economics ที่วิเคราะห์ว่า ฐานของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และความต้องการชิป ผนวกกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์

สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่า ฐานของเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่จะมีระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับค่อนข้างสูงต่อไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มที่จะผันผวนอยู่ในกรอบที่จำกัด ซึ่งทิศทางนี้ย่อมสร้างความท้าทายให้กับธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเอเชียและสถานการณ์ของเงินเยนจะเป็นอย่างไร?

เชื่อมโยงเทคโนโลยี สู่การเติบโตของเศรษฐกิจที่เราก้าวเดินไปพร้อมกัน

อ่านต่อได้ที่บทความต้นฉบับ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...