โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ความเครียดไม่ใช่เรื่องเล็ก! เช็กสัญญาณ วิธีจัดการก่อนกระทบสุขภาพระยะยาว

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ความเครียดมีทั้งด้านดีและด้านลบ หากสะสมนานอาจกระทบสุขภาพกายและใจ เสี่ยงโรคเรื้อรัง ซึมเศร้า และหมดไฟ ควรสังเกตอาการ จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

ความเครียด (Stress) คือ ปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับสิ่งที่กดดัน หากมีปริมาณที่เหมาะสมจะมีผลดีเป็นพลังงานขับเคลื่อน เหมือนดั่งสายธนูที่ตึงจะเกิดแรงส่งลูกศรพุ่งตรงไปข้างหน้า เราเรียกความเครียดด้านบวก (Eustress) เช่น เส้นตายในการส่งงาน การแข่งขัน การหนีภัยเอาตัวรอด แต่จะก่อผลเสีย หากสิ่งที่กดดันนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนไม่ได้เตรียมความพร้อม เช่น มากเกินไปจนรับมือไม่ไหว นานเกินไปจนบั่นทอนสุขภาพกายใจ เราเรียกความเครียดด้านลบ (Distress)

วิธีกำจัดไรฝุ่นบนที่นอน! เรื่องเล็ก ๆ ที่เสี่ยงทำให้ภูมิแพ้กำเริบหนัก

เปรียบเทียบวิธีตรวจมะเร็งปากมดลูก Pap Smear, ThinPrep และ HPV DNA Testing

ผลเสียที่ตามมามีทั้งปัญหาสุขภาพ เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ปัญหาการทำงาน ความสัมพันธ์ ฯลฯ

สัญญาณของความเครียด

  • นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท
  • รู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย หรือขาดแรงจูงใจ
  • หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า
  • ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการป่วยทางกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น รับประทานมากขึ้น สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น

การละเลยความเครียดอาจนำไปสู่ภาวะเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระเพาะ ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) การเรียนรู้ที่จะ “จัดการความเครียด” อย่างเหมาะสมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่สมดุลและมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ

การจัดการความเครียด (Stress Management) คือวิธีการที่ช่วยควบคุมความเครียด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะเครียด ป้องกันผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะซึมเศร้า หรือโรคหัวใจ เพิ่มความสามารถในการเผชิญปัญหาและปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วิธีการจัดการความเครียด

  • หายใจลึก ๆ และผ่อนคลาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้จิตใจสงบขึ้น คนที่เครียดเรื้อรังมักคุ้นเคยกับการหายใจตื้น ๆ ถี่ ๆ หรือกลั้นหายใจไม่รู้ตัว ควรฝึกหายใจเข้า (ท้องป่อง) ลึก ๆ ช้า ๆ หายใจออก (ท้องยุบ) ลึก ๆ ช้า ๆ มีสติที่ลมหายใจเข้าออก
  • การเคลื่อนไหวร่างกายและเปลี่ยนอิริยาบถ ช่วยลดความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น อย่างน้อยก็เดินเล่นในสวนสาธารณะหรือเดินตากแอร์ในห้างที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน มีสติจดจ่อที่อิริยาบถของการก้าวย่างแต่ละก้าว
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ (หลับสนิทได้เต็มที่ 8 ชั่วโมง) จะช่วยฟื้นฟูสมองให้พักเต็มที่ช่วยให้ผ่อนคลายสบายใจ มีสมาธิพร้อมรับมือกับปัญหาในวันถัดไป
  • การเล่าระบาย หากรู้สึกว่าความเครียดเกินจะรับมือได้ ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว การพูดคุยกับเพื่อนสนิท จิตแพทย์ นักจิตบำบัด ฯลฯ จะช่วยลดความหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่คนเดียว มักจะได้รับความเข้าใจความรู้สึก ได้รับคำพูดที่เปิดมุมมองวิธีคิดใหม่ ๆ ช่วย

หากคุณรู้สึกว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือหน้าที่การงานได้ตามปกติ หรือมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลอย่างรุนแรง การพบจิตแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม จิตแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาคลายกังวลเท่าที่จำเป็น เพื่อช่วยให้มีสมาธิและช่วยให้นอนง่าย หลับสนิท

สัญญาณที่บ่งชี้ว่าควรปรึกษาแพทย์

  • รู้สึกเครียดต่อเนื่อง เป็นเวลานานเกิน 2 สัปดาห์
  • มีอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร
  • อารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง เช่น หงุดหงิดง่าย เศร้าหมอง หรือรู้สึกหมดหวัง
  • มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น เก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้อื่น สมาธิสั้น หรือทำงานผิดพลาดบ่อย
  • มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่
  • ใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อระบายความเครียด
  • เคยพยายามจัดการความเครียดด้วยตนเองแล้วแต่ไม่ดีขึ้น

ในชีวิตประจำวัน ความเครียดเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะมาจากการทำงาน ความสัมพันธ์ การเงิน หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ ความเครียดในระดับหนึ่งอาจช่วยกระตุ้นให้เรารับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น แต่หากสะสมมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและใจได้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลีน (Adrenaline) และ คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อตึง หายใจถี่ รวมถึงอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิด กังวล หรือไม่มีสมาธิ

ความเครียดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการรู้สึกอ่อนล้าทางใจไม่ใช่ความผิดของใคร การเข้ารับการดูแลจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่คือการตัดสินใจที่กล้าหาญและสำคัญ เพื่อดูแลสุขภาพจิตใจของตนเองอย่างเหมาะสม

เพราะสุขภาพใจที่ดี คือรากฐานของการมีชีวิตที่สมดุลและมีความสุข หากคุณกำลังรู้สึกไม่ไหว เมื่อใจเริ่มเหนื่อยล้า อย่าปล่อยให้ความทุกข์อยู่กับคุณนานเกินไป ควรพบจิตแพทย์เฉพาะทาง เพื่อเริ่มต้นการดูแลใจ…จากภายในตั้งแต่วันนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...