เกาหลีใต้เล็งขยับอายุเกษียณ จาก 60 เป็น 65 ปี ตอบสังคมสูงวัย กับความกังวลว่านโยบายนี้อาจทำให้คนรุ่นใหม่เสี่ยงตกงานมากขึ้น
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การถกเถียงเรื่อง ‘อายุเกษียณ’ ที่เหมาะสมจึงกลับมาอีกครั้ง
โดยทั่วไปแล้ว ภาคราชการและบริษัทเอกชนของเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จะกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 60 ปี แต่ก็มีบางบริษัทที่อาจกำหนดเกณฑ์อายุของตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
เมื่อเดือนที่ผ่านมา พรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลี (DPK) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เสนอแนวคิดที่จะเพิ่มอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี แต่การผลักดันนโยบายนี้ก็ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อการจ้างงานของคนหนุ่มสาว ทำให้พวกเขาต้องพยายามสร้างสมดุลระหว่างการทำงานที่ยาวนานขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ กับต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากโอกาสในการทำงานที่ลดลงสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ คือ ช่องว่างของรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่าง ‘อายุเกษียณ’ กับ ‘เกณฑ์อายุที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญแห่งชาติ’ ซึ่งเกณฑ์อายุรับเงินบำนาญนี้จะแตกต่างกันไปตามปีเกิด โดยเริ่มตั้งแต่ 60 ปีสำหรับผู้ที่เกิดก่อนปี 1952 ไปจนถึง 65 ปี สำหรับผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1969
ช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นสำหรับกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1969 คือ การต้องใช้ชีวิตโดยไม่ได้รับเงินบำนาญแห่งชาติเป็นเวลาถึง 5 ปีหลังจากเกษียณอายุ ซึ่งทำให้ผู้เกษียณต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต
อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีของประเทศเกาหลีใต้ ให้คำมั่นระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วว่าจะขยายอายุเกษียณให้สอดคล้องกับเกณฑ์อายุที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญแห่งชาติ จึงเป็นที่มาของการเสนอให้ขยับอายุเกษียณเป็น 65 ปี และเพื่อรับมือกับปัญหาอัตราการเกิดต่ำและสังคมผู้สูงอายุด้วย
พรรค DPK จะจัดตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษเพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว โดยคาดว่าจะผลักดันให้มีการทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณจาก 60 เป็น 61 ปี ในปี 2029 และขยับเพิ่มขึ้นทีละ 1 ปี ทุกๆ สองปี จนแตะระดับ 65 ปี ในปี 2037
ความคิดเห็นที่ต่างกันของฝ่ายแรงงานและภาคธุรกิจ หลังนโยบายนี้ถูกผลักดัน
ด้านสมาพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี (Korean Confederation of Trade Unions) ซึ่งเป็นองค์กรแรงงานขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกกว่า 1 ล้านคน มองว่า ควรมีการปรับเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายให้สอดคล้องกับเกณฑ์อายุที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ และรัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากประชาชนจำนวนมากในช่วงวัย 60 ปี ต่างกำลังเผชิญกับภาวะรายได้ที่ลดลงกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจกลับมองว่าข้อเรียกร้องให้ขยายอายุเกษียณอาจทำให้เกิดคำถามตามมาว่า “ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์และใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ”
ภาคธุรกิจเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์จากการขยายอายุเกษียณจะตกอยู่กับแรงงานสูงวัยในบริษัทขนาดใหญ่ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐ ในสถานการณ์ที่งบประมาณค่าจ้างรวมถูกกำหนดไว้ตายตัว การที่พนักงานเดิมยังคงทำงานต่อไปจะทำให้สามารถรับพนักงานใหม่เข้ามาได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างแรงงานรุ่นใหม่และแรงงานสูงวัย
ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังสร้างแรงกดดันต่อตำแหน่งงานเล็กๆ และการขยายอายุเกษียณนี้อาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ดังกล่าวให้เลวร้ายลงไปอีก
การขยายอายุเกษียณต้องมาพร้อมการปฏิรูประบบการจ้างงานและค่าจ้าง
ผู้เชี่ยวชาญในเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เห็นพ้องถึงความจำเป็นในการขยายอายุเกษียณ แต่ระบุว่าต้องมาพร้อมกับการพัฒนาตำแหน่งงานและการปฏิรูประบบค่าจ้างที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างคนต่างรุ่น
พัค จี-ซุน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเกาหลี เตือนว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้าง การขยายระยะเวลาการทำงานให้นานขึ้นจะส่งผลให้เกิดต้นทุนที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะสังคมเกาหลีใต้ที่ยึดระบบอาวุโสเป็นหลัก
จี-ซุน เสริมว่า โดยปกติแล้วตำแหน่งงานจะว่างลงเมื่อพนักงานที่มีอายุมากเกษียณ ทำให้พนักงานรุ่นใหม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ แต่หากตำแหน่งเหล่านั้นยังคงถูกครองโดยพนักงานเดิมต่อไปอีก 5 ปี โอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย
ข้อเสนอของศาสตราจารย์ท่านนี้ คือ เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทของพนักงานสูงวัยไปสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมกับระดับของตน โดยมีการสร้างตำแหน่งงานใหม่และพัฒนาระบบค่าจ้างที่สอดคล้องกับบทบาทดังกล่าว
คิม ซึง-ฮี ศาสตราจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยด้านแรงงานศึกษา มหาวิทยาลัยเกาหลี แย้งว่า การขยายอายุเกษียณไม่ได้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนต่างรุ่นโดยตรง เนื่องจากระดับทักษะ ประสบการณ์ และความชอบในงานของคนแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะยังมีอยู่สำหรับตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการสูงในองค์กรขนาดใหญ่และภาครัฐ เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐถูกจำกัดด้วยระบบเพดานจำนวนบุคลากรและงบประมาณค่าจ้าง ดังนั้น การเพิ่มจำนวนคนในส่วนหนึ่งจึงต้องลดจำนวนในอีกส่วนหนึ่ง ระบบนี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปโดยไม่ให้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณมาเป็นอุปสรรค
ขณะที่สาธารณชนบางส่วนมองว่า การทำงานไปจนถึงอายุ 65 ปี เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะทำให้เตรียมตัวสำหรับการเกษียณอายุได้ดียิ่งขึ้น และเห็นว่าหากต้องทำงานร่วมกันกับคนต่างวัย ผู้สูงวัยก็ควรที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราและยอมประนีประนอมกับคนรุ่นใหม่บ้างในบางโอกาส และคาดหวังว่าประเด็นนี้จะมีการหารืออย่างละเอียดรอบคอบเพื่ออนาคตของคนรุ่นใหม่