สนค.ศึกษายกระดับข้าวไทย ชูรักษ์โลก เรื่องราว สุขภาพ
สนค.ศึกษายกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชู 3 กลุ่มเป้าหมาย ข้าวรักษ์โลก ข้าวเรื่องราว และข้าวสุขภาพ เผยทุกกลุ่มมีแนวโน้มเติบโต และราคาขายสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.2-3 เท่า เตรียมสรุปผลจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และยกระดับรายได้เกษตรกรต่อไป
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบายข้าวประณีตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเปลี่ยนผ่านจาก “การขายปริมาณ” ไปสู่ “การขายคุณค่า” โดยมีแผนผลักดันกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” (Demand-Driven) ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ด้วยการจำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ
โดย 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ข้าวยั่งยืน ที่ผลิตตามมาตรฐานสากล (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ทั้งก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์) และข้าวอินทรีย์ ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 2.กลุ่มข้าวเรื่องราว เน้นคุณค่าจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือ GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีข้าวขึ้นทะเบียน GI แล้ว 24 รายการ (เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง) และข้าวพันธุ์พื้นเมือง/ข้าวดอย ที่มีรสชาติเอกลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3.กลุ่มข้าวสุขภาพ รองรับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและคนรักสุขภาพ ประกอบด้วย ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล) และข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic index) หรือ Low GI สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเติมวิตามิน
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สนค. ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงประเทศเวียดนามที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่ 1.ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6% 2.เวียดนามเป็นประเทศที่น่าจับตามอง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ 3.ข้าวมูลค่าสูงสามารถสร้างราคาพรีเมียมได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5–3 เท่า ขณะที่ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5–3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพสูงกว่า 1.2–3 เท่า 4.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสีเป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน และ 5.ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับกับดักสภาพคล่อง จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน
ส่วนการศึกษาตลาดข้าวโลก พบว่า ประมาณการความต้องการข้าวมูลค่าสูง ดังนี้ 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก โดยเฉพาะข้าวคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ข้าวอินทรีย์ คาดว่าตลาดโลกมีมูลค่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายตัวเป็น 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 4–5% ต่อปี 2.กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เช่น ข้าวหอม (Aromatic Rice) มีมูลค่า 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าเพิ่มขึ้นถึง 20,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2577 เติบโต 5.1% ต่อปี และ 3.กลุ่มข้าวสุขภาพ มีความต้องการสูงสุดในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ 1.0–1.9 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเติบโตของตลาดอาหารสุขภาพในเอเชียตะวันออกสูงถึง 17.4% ในปี 2567–2568 จากแรงหนุนของสังคมผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สนค. เตรียมจัดกิจกรรมศึกษาตลาดศักยภาพ ครั้งที่ 2 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงและนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือผู้นำเข้าและสำรวจความต้องการตลาดข้าวพรีเมียม โดยจะเชื่อมโยงกับงาน Thailand Rice Roadshow 2026 ของกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือน ก.ค.2569 และจะนำผลการศึกษาไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ ระดับต้นน้ำ การปฏิรูประบบพันธุ์ข้าวและธรรมาภิบาลการรับรองมาตรฐาน ระดับกลางน้ำ การลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูป ระดับปลายน้ำ การสร้างอุปสงค์ การคุ้มครองตราสินค้า และการเข้าถึงตลาด เป็นต้น จากนั้น มีกำหนดจัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ในวันที่ 23 ก.ค.2569 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาสทางการค้าข้าวไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ - GISTDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ - BDI) พัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึก มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ข้อมูลชุดเดียว” สำหรับใช้บริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว ติดตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ วางแผนการผลิต การตลาด และดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ และได้นำ เทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก
ปัจจุบันประเทศไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักการผลิตเชิงปริมาณ
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO