โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลตรวจนิสิต มรภ.มหาสารคาม ยืนยันติด "พยาธิใบไม้ตับ" 4 ราย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 15 ก.ค. เวลา 10.16 น.
ผลตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในนิสิตมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามสร้างความสนใจ หลังชุดตรวจปัสสาวะให้ผลบวก 451 ราย แต่เมื่อตรวจยืนยันด้วยมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการ พบผู้ติดเชื้อจริงเพียง 4 ราย

แถลงผลตรวจยืนยัน "พยาธิใบไม้ตับ"

นายแพทย์วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับ ในกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยระบุว่า จากการใช้ชุดตรวจปัสสาวะ (OV-ATK) คัดกรองนิสิตจำนวน 2,200 ราย พบผลบวก 451 ราย

ทางกองระบาดวิทยาจึงได้ร่วมมือกับกองโรคติดต่อทั่วไป และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้รับตัวอย่างมาทั้งสิ้น 309 ราย

จากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Modified Kato Katz และ FECT พบผลยืนยันติดพยาธิใบไม้ตับจำนวน 4 ราย

นอกจากนี้ยังตรวจพบพยาธิชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ พยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็ก 4 ราย, พยาธิตัวตืด 5 ราย, พยาธิเส้นด้าย 2 ราย และพยาธิแส้ม้า 1 ราย

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคมีแนวทางปฏิบัติและมาตรฐานการจ่ายยาถ่ายพยาธิอย่างชัดเจน โดยจะให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อเมื่อตรวจอุจจาระแล้วพบผลเป็นบวกเท่านั้น พร้อมกันนี้จะเร่งร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อสรุปแนวทางการใช้ชุดทดสอบทางปัสสาวะในทางเทคนิคต่อไป เพื่อให้การเฝ้าระวังโรคเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สถานการณ์โรคพยาธิใบไม้ตับของประเทศไทย

ในภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการติดเชื้อจากการตรวจอุจจาระในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในพื้นที่เสี่ยงสูงลดลงจากร้อยละ 16.27 ในปี พ.ศ. 2559 มาอยู่ที่ ร้อยละ 2.53 ในปี พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และภาคเหนือตอนบน ยังคงเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2568 กรมควบคุมโรคได้ยกระดับการคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยสามารถตรวจอุจจาระคัดกรองประชาชนไปได้ถึง 240,220 ราย (คิดเป็นร้อยละ 160.14 ของเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 150,000 ราย) และได้นำผู้ที่ตรวจพบเชื้อจำนวน 6,074 ราย เข้าสู่กระบวนการรักษาเรียบร้อยแล้ว

ด้าน นายแพทย์ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคพยาธิใบไม้ตับจัดเป็น "ภัยเงียบ" ที่แฝงตัวอยู่ในร่างกายได้ยาวนานถึง 20 - 30 ปี โดยในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ตัวอ่อนของพยาธิจะอาศัยอยู่บริเวณเนื้อ ใต้เกล็ด และครีบของปลาน้ำจืดเกล็ดขาว

เมื่อประชาชนบริโภคปลาชนิดดังกล่าวที่ปรุงไม่สุก ตัวอ่อนพยาธิจะเข้าไปเจริญเติบโตและอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี สูงกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อถึง 5.5 - 6.4 เท่า ซึ่งโรคนี้มีอัตราความรุนแรงและสูญเสียชีวิตสูง

วิธีป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ

โรคพยาธิใบไม้ตับสามารถป้องกันได้ โดยประชาชนควรปฏิบัติ ดังนี้

1) รับประทานอาหารที่ปรุงสุก โดยเฉพาะปลาน้ำจืดทุกชนิด

2) หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงเมนูพื้นบ้านที่ใช้ปลาดิบเป็นส่วนประกอบ

3) เลือกบริโภคปลาร้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและปรุงสุกก่อนรับประทาน

4) ผู้ที่มีประวัติรับประทานปลาดิบเป็นประจำ หรืออาศัยในพื้นที่เสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

5) หากตรวจพบยืนยันการติดพยาธิ ควรรับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการกลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำ

บีบมะนาว ใส่พริก สามารถทำลายพยาธิได้ จริงหรือ?

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังคงมีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่า การบีบมะนาว การใส่พริก การหมักดอง หรือการรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถทำลายพยาธิได้ แต่ในความเป็นจริง วิธีดังกล่าวไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้ วิธีการเดียวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ คือ การปรุงอาหารให้สุกผ่านความร้อนเท่านั้น ควบคู่กับการแยกใช้อุปกรณ์เขียงและมีดสำหรับอาหารดิบและอาหารสุกอย่างชัดเจน

รวมถึงการขับถ่ายในสุขาที่ถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...