โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิกฤตสุขภาพคนไทย! สูญเสีย “ปีสุขภาพดี” พุ่ง 20 ล้านปี “โรคอ้วน” ทะยานอันดับ 1 สปสช. แบกงบฯ NCDs อ่วม 1.5 แสนล้าน

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สสส. จับมือ IHPP Foundation เปิดผลศึกษาภาระโรคประชากรไทย เผยตัวเลขน่าตกใจ คนไทยสูญเสียปีสุขภาพดีสูงถึง 20 ล้านปีสุขภาวะ ชี้ชัด “ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน” เป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ทำคนไทยสุขภาพพังร้อยละ 12.2 ขณะที่เพศชายสูญเสียปีสุขภาวะมากกว่าเพศหญิงจากพฤติกรรมดื่มเหล้า-สูบบุหรี่หนัก ด้าน สปสช. เผยงบฯ บัตรทองปี 68 ถูกใช้ชดเชยกลุ่ม NCDs สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท เล็งปรับยุทธศาสตร์ปี 70 นำเทคโนโลยี AI และระบบข้อมูลปฐมภูมิมุ่งเป้ากู้วิกฤต

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP Foundation) เปิดเผยผลการศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2565 ในงานประชุมวิชาการภาระโรคฯ ปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มองอนาคตสุขภาพคนไทยผ่านข้อมูลภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง” พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า คนไทยต้องสูญเสียปีสุขภาวะหรือปีสุขภาพดี (DALYs) สูงถึง 20 ล้านปี โดยมีกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุหลัก

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. และ นางสาวกุลธิดา ราษฎร์ศิริ ผู้แทนคณะวิจัย IHPP Foundation ร่วมเปิดเผยว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านเมตาบอลิกที่คุกคามสุขภาพคนไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 12.2 ของการสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด รองลงมาคือ โรคความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตฝุ่น PM 2.5

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ชัดถึงความต่างทางพฤติกรรมระหว่างเพศ โดยพบว่า "ประชากรเพศชาย" มีอัตราการสูญเสียปีสุขภาพดีสูงกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่หนัก ขณะที่ "เพศหญิง" จะสูญเสียปีสุขภาพดีจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไป และการมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง

ด้าน ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไทยมากถึงร้อยละ 55 มีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ (ต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์) และมีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่รับประทานผักและผลไม้เพียงพอ ส่งผลให้ประชากรไทยร้อยละ 45 ต้องเผชิญภาวะน้ำหนักตัวเกินและไขมันในเลือดสูง ซึ่งหากไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไทยจะเผชิญกับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงพุ่งกระฉูดในอนาคต

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยตัวเลขด้านงบประมาณที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันผู้ป่วยในระบบบัตรทองกว่าร้อยละ 80 เป็นกลุ่มโรค NCDs และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2568 สปสช. ต้องใช้จ่ายงบประมาณชดเชยค่าบริการให้กลุ่มโรค NCDs สูงถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว สปสช. จึงเตรียมปรับยุทธศาสตร์ในปี 2570 โดยจะเน้นการสนับสนุนงบประมาณไปยังระบบบริการปฐมภูมิ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพัฒนาฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วย CRM (Cardio-Renal Metabolic) หรือกลุ่มโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิก โดยจะเริ่มนำร่องในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานผ่านแอปพลิเคชัน NHSO UC-Mee Sook ก่อนจะขยายผลไปยังกลุ่มโรค NCDs อื่นๆ

ในการประชุมครั้งนี้ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้สรุปแนวทางยุทธศาสตร์สำคัญในการกู้คืนปีสุขภาวะของคนไทยด้วยมาตรการ "4 ลด" ดังนี้ 1.ลดการใช้ยาสูบ คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า, ผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation, ปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นอัตราเดียว และห้ามใช้สารแต่งกลิ่นรสเมนทอลเพื่อลดนักสูบหน้าใหม่ 2.ลดการใช้สุรา: ปรับกฎหมายให้เท่าทันการตลาดดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) กำหนดมาตรการยืนยันอายุและควบคุมการจัดส่งถึงบ้าน พร้อมยึดหลักการ "เศรษฐกิจไม่แลกสุขภาพ" ทบทวนมาตรการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์หากพบว่าความสูญเสียทางสุขภาพสูงกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3.ลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ: ปรับปรุงนโยบายอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มฉลากคำเตือนโภชนาการ และคุ้มครองเด็กจากการตลาดอาหารที่เป็นภัยต่อสุขภาพ และ4.ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง: ส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในชุมชน และพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย

สสส. และภาคีเครือข่ายสุขภาพยืนยันพร้อมผสานพลังทุกภาคส่วน เพื่อพลิกโฉมมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและนำมาตรการเชิงนโยบายเหล่านี้มาขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เพื่อคืนปีสุขภาวะที่แข็งแรงและสร้างความยั่งยืนให้ระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...