เปิดตลาด ‘จริงใจ มาหา…นคร’ ครั้งที่ 13
“เซ็นทรัล ทำ” โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ภายใต้ธีม “บ้านถัก เมืองทอ” ถ่ายทอดอัตลักษณ์จากชุมชนและวิถีชีวิตทั่วไทย ผ่านผลผลิตการเกษตร อาหารพื้นถิ่น งานฝีมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น จากความจริงใจของผู้คนในชุมชนสู่ใจกลางมหานครอย่างร่วมสมัย นำสินค้าคุณภาพจากชุมชนต้นแบบในโครงการ “เซ็นทรัล ทำ”, ท็อปส์, ท็อปส์ ท้องถิ่น, ไทวัสดุ, โก โฮลเซลล์ และกุ๊ด กุ๊ดส์ ร่วมด้วยร้านค้าพันธมิตร รวมกว่า 1,000 รายการ จาก 127 ร้านค้า 55 ชุมชน 53 จังหวัดทั่วประเทศ มาเปิดงาน จริงใจ มาหา…นคร’ ครั้งที่ 13 ระหว่าง วันอังคารที่ 14 - วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 ทั่วศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานเปิดงาน
ดร.สุเมธ กล่าวว่า ก ารผลักดันให้เกิด "ตลาดจริงใจ" กว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ประจักษ์ชัดว่า กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ผู้ผลิตสินค้าชุมชนเป็น"รากแก้ว"ของสังคม มากกว่าจะเป็นคนกลุ่มรากหญ้า เปรียบได้กับต้นไม้ใหญ่หรือประเทศชาติ ล้วนดำรงอยู่ได้ด้วยรากแก้วอันแข็งแกร่ง หากรากแก้วขาดสะบั้นลงเมื่อใด ต้นไม้หรือประเทศชาตินั้นย่อมไม่สามารถหยัดยืนอยู่ได้เลย สอดคล้องกับแนวพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงใช้เวลาประทับอยู่กับชุมชนในต่างจังหวัดปีละกว่า 8 เดือน และประทับในเมืองหลวงเพียงปีละ 4 เดือนเท่านั้น
“พวกเราในฐานะผู้อยู่อาศัยในเมืองใหญ่อาจหลงลืมไปว่า หากปราศจากชุมชนท้องถิ่นแล้ว ชีวิตของคนเมืองย่อมไม่สามารถดำเนินไปได้ เนื่องจากอาหารทุกคำ ข้าวทุกเม็ด ผักทุกใบ ตลอดจนเนื้อสัตว์ทุกชิ้นที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในเมือง ล้วนเป็นผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของพี่น้องในชุมชนทั้งสิ้น คนเมืองเป็นเพียงผู้บริโภคที่ไม่ได้ผลิตสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง จึงใคร่ขออัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งใจความว่าเราต้องช่วยชนบท ช่วยชุมชนในพื้นที่ห่างไกลให้เขาสามารถอยู่รอดได้ เพราะวิถีชีวิตของเรานั้นต้องพึ่งพิงพวกเขา" ดร.สุเมธ กล่าว
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาและเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีความพิเศษตรงที่สนับสนุนให้ "ผู้ผลิตตัวจริงจากชุมชน" ได้เข้ามาจำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง เพื่อเปิดโอกาสให้ได้พูดคุย แลกเปลี่ยน และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริโภคโดยตรง อันจะช่วยให้ชุมชนเข้าใจทิศทางและการตอบรับของตลาดได้ดียิ่งขึ้นภายในงานมีการรวบรวมสินค้าคุณภาพมากกว่า 1,000 รายการ จาก 127 ร้านค้า ครอบคลุม 13 ชุมชน ในพื้นที่ 53 จังหวัดทั่วประเทศ ไฮไลท์สินค้าเด่นภายในงาน อาทิเมลอนคุณภาพส่งออก ผลผลิตพรีเมียมจากชุมชน ซึ่งสร้างยอดขายในปีที่ผ่านมาได้กว่า 20 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 30–40 ล้านบาท มันหวานอินทรีย์มจากตำบลแม่ทา จ.เชียงใหม่ "ฟักทองไข่เน่า" ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ผ้าทอและเสื้อผ้าไทย ผ้าทอมือจากหนองสนิท และผ้าไทลื้อจากจังหวัดน่าน
นาย สราวุธ วงค์กาวิน เกษตรกรรุ่นใหม่ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ได้นำผลิตผลมันญี่ปุ่นอินทรีย์มาขายในตลาด จริงใจ มาหา…นคร’ ว่า จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทาเกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน โดยเริ่มจากรุ่นพ่อแม่ที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชน นการถอดบทเรียนเรื่องหนี้สิน และสนับสนุนแนวคิด "ปลูกเพื่อกินเองก่อน" เพื่ออุดรูรั่วทางการเงิน ปัจจุบันกลุ่มเดินทางมาถึง "รุ่นที่ 3" ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาพลิกโเน้นย้ำเรื่อง "การวางแผนการตลาดและการผลิต" อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความคิดจากการทำเกษตรตามกระแส หรือการทำโครงการเพื่อขอทุนไปวัน ๆหรือเรียกกันว่า “เกษตรน้ำลาย" ให้กลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างความมั่นคงได้อย่างแท้จริง โดยใช้วิธีวนแปลง เช่น ปลูกมันเทศเสร็จแล้วสลับไปปลูกข้าวโพดหรือแตง เพื่อพักดินและตัดวงจรศัตรูพืช จึงไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี เน้นการใช้เชื้อราธรรมชาติ เช่น เมตตาเลเซียม ในการป้องกันหนอน ด้วง แทนการใช้สารเคมี นำสายพันธุ์จากแหล่งอื่นมาทดลองและปรับปรุงให้เข้ากับพื้นที่ เช่น มันหวานสายพันธุ์ญี่ปุ่น "เบนิฮารุกะ" ที่นำมาจากท็อปส์ จนสามารถปลูกได้ผลดีตลอดทั้งปี โดยใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 3 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว
ปัจจุบันกลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทามีสมาชิกประมาณ 100 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 300 ไร่ บริหารจัดการใน "ระบบสหกรณ์" ที่มีการวางแผนการผลิตอย่างละเอียด มีการจัดสรรโควตาการปลูกตามยอดคำสั่งซื้อ ของลูกค้า เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด ความขัดแย้งในชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ซึ่งหากครอบครัวใดมีความขยัน จะสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 30,000 บาทต่อเดือน
นาย สราวุธ กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ กลุ่มเซ็นทรัล และ ท็อปส์ มาร์เก็ต มายาวนานเกือบ 10 ปี ในลักษณะพาร์ทเนอร์ที่เกื้อกูลกันอย่างแท้จริง เซ็นทรัลเข้ามาสนับสนุนในสิ่งที่ชุมชนขาด อาทิ เปิดพื้นที่ขายผ่านท็อปส์ มาร์เก็ต สร้างโรงแพ็คสินค้า ที่ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก สนับสนุนรถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ และติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของกลุ่ม
นายสราวุธ กล่าวว่าการทำเกษตรอินทรีย์ทุกวันนี้เกษตรกรต้องเผชิญกับ สภาพอากาศที่แปรปรวน อากาศที่ร้อนจัดหรือฝนตกหนักต่อเนื่องจนทำให้มันพืชที่อยู่ใต้ดินเน่าเสียได้เพราะน้ำมากเกิน ดังนั้นเกษตรกรต้องปรับตัวด้วยนวัตกรรมง่าย ๆ เช่น การใช้พลาสติกคลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นในดิน
“แม้ผลผลิตอินทรีย์จะมีราคาสูงกว่าผักทั่วไปประมาณ20-50%เนื่องจากต้นทุน ต้องดูแลมากกว่าเคมี แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งคุ้มค่ากว่าการต้องนำเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากการบริโภคสารเคมีตกค้างในอนาคตอย่างแน่นอน” เกษตกรกรอินทรีย์ยืนยัน