“สว.” จี้ “ประธานรัฐสภา” ยุบ “กลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชา” ร้องรัฐตัดงบเรียนฟรี-สาธารณสุข โยกหนุนทหารพราน ป้องความมั่นคงชายแดน
“สว.”ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา จี้ยุบ "กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-กัมพูชา" ทันที ชี้สถาการณ์ปัจจุบันกระทบความมั่นคงและผลประโยชน์ชาติ พร้อมเสนอมาตรการกร้าว ตัดงบโครงการเรียนฟรี 15 ปีเด็กข้ามแดนผิดกฎหมาย และชะลอทุนการศึกษา-สาธารณสุขกว่า 500 ทุน จนกว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจ ย้ำไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ต้องเอาใจประชาชนและหนุนงบทหารพรานแนวหน้า
วันที่ 8 มิ.ย.2569 เวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. แถลงข่าวเรียกร้องให้นายโสภณ เพชรสว่าง ประธานรัฐสภา ให้ทบทวนความสัมพันธ์ทางการทูตและฝ่ายนิติบัญญัติระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ก่อนนำไปสู่การ ยกเลิกกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-กัมพูชา อย่างเด็ดขาด เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีการก่อกวนตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของรัฐ ผลประโยชน์ของชาติ และความรู้สึกของประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องไปยังสมาชิกรัฐสภาไทย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมทั้งสิ้น 9 คน ที่มีรายชื่อเป็นคณะกรรมการในกลุ่มมิตรภาพฯ ดังกล่าว ให้แสดงสปิริตถอนตัวและลาออกจากการเป็นสมาชิก โดยเสนอให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจตามข้อบังคับสั่งยุบโครงสร้างกลุ่มนี้ แล้วนำงบประมาณทั้งหมดไปจัดสรรสนับสนุนกองกำลังทหารพรานและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดนที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่ในขณะนี้แทน
นายปริญญา กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเชิงนโยบาย ได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลชะลอและปรับลดงบประมาณความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะด้านการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน: ให้ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัว และค่าดำเนินงานในโครงการเรียนฟรี 15 ปี สำหรับเด็กกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย (โดยย้ำว่าไม่กระทบต่อเด็กที่พำนักอย่างถูกกฎหมายตามหลักสิทธิมนุษยชน) พร้อมทั้งให้ยกเลิกโครงการโรงเรียนชายแดนสำหรับนักเรียนไป-กลับ จำนวน 541 คน ไม่ให้มีการเดินข้ามแดนเข้ามาเรียนในฝั่งไทยอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันด่านชายแดนปิดอยู่ ระดับอุดมศึกษาเสนอให้ยกเลิกโควตาของกัมพูชาในทุน Thailand Scholarship (ระดับปริญญาโท-เอก ในกลุ่มประเทศ CLMV รวม 121 ทุน) แล้วนำงบประมาณไปเพิ่มให้แก่ประเทศพันธมิตรอื่น เช่น ภูฏาน หรือกลุ่มประเทศอาเซียนอื่น ๆ แทน รวมถึงยกเลิกโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระยะสั้น (AS Program) ในระดับปริญญาตรี ปี 2 เฉพาะประเทศกัมพูชา
นายปริญญา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือภาคเอกชน รณรงค์ขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำ (อาทิ มหิดล, จุฬาฯ, มทส., ธรรมศาสตร์, มมส., AIT, สอศ. และกลุ่มราชภัฏ) รวมถึงภาคเอกชนและภาคธุรกิจ ให้ชะลอการมอบทุนการศึกษาแก่กัมพูชาไว้ก่อน ซึ่งรวมแล้วมีมากกว่า 500 ทุน โดยเฉพาะทุนบางประเภทที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำกัมพูชา อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการที่มีการผูกพันสัญญาหรือให้ทุนไปแล้วภายใต้กรอบความร่วมมือของ TICA (Thailand International Cooperation Agency) เช่น การศึกษาด้านเทคนิค การกีฬา และการผลิตบัณฑิตป้อนตลาดแรงงาน รวมถึงการสอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ (RUPP) จะยังคงอนุญาตให้เรียนจนจบหลักสูตรตามหลักมนุษยธรรม
นายปริญญา กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากด้านการศึกษาแล้ว ข้อเรียกร้องดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการให้รัฐบาลทบทวนและชะลอแผนความช่วยเหลือบริเวณชายแดนในมิติอื่น ๆ จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ได้แก่ ชะลอการเปิดโรงพยาบาลชายแดน และการให้บริการสาธารณสุขแก่ชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย ชะลอโครงการควบคุมโรคระบาด (มาลาเรีย, วัณโรค, โควิด-19) การสนับสนุนวัคซีน และอาหารเสริมในพื้นที่ติดแนวชายแดน ชะลอการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร, การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กัมพูชาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ระงับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนน สะพาน การขยายระบบไฟฟ้า-ประปาข้ามแดน และการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชายแดน รวมถึงชะลอการเตรียมจัดตั้งสถานกงสุลที่จังหวัดสงขลา
"ขณะนี้พื้นที่ชายแดน เช่น ในจังหวัดสุรินทร์ เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาประชาชนไทยต้องอดทนและสูญเสียมาหลายครั้ง เปรียบเหมือนเพื่อนบ้านที่ข้ามรั้วมาทำร้ายคนในครอบครัวเรา แต่เมื่อเขาเดือดร้อน เรายังต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อยู่หรือไม่ ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยเห็นท่าทีแสดงความรับผิดชอบหรือสำนึกผิดอย่างจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาเลย วันนี้ชายแดนของเราต้องการความมั่นคง ไม่ใช่การสร้างภาพมิตรภาพ และประเทศไทยควรส่งสัญญาณไปยังกลุ่มอาเซียนและนานาชาติให้ร่วมกันกดดันในเรื่องนี้" แกนนำระบุในตอนท้าย
ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว แกนนำได้ทำการยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อตัวแทนประธานรัฐสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามระเบียบของรัฐสภาต่อไป