จาก The Handmaid’s Tale ถึง The Testaments ภาคต่อของซีรีส์ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปีย ผู้หญิงเป็นเครื่องผลิตลูก ผู้ชายกุมอำนาจ ในรัฐโหดร้ายที่ดูเหมือนจะไม่ไกลเกินความจริง
*มีการเปิดเผยเนื้อหาของซีรีส์
เราเริ่มได้ยินคนพูดถึงการที่โลกทุกวันนี้เริ่มหันขวามากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะนับตั้งแต่นโยบายของชาติมหาอำนาจที่พร้อมใจกันเดินหน้าประเทศแบบขวาจัด ตั้งแต่ ปราบปรามผู้อพยพอย่างไร้มนุษยธรรม ไปจนการก่อสงครามที่สร้างความเสียหายมหาศาล หลายๆ ครั้ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเหล่านี้ ไม่เกินไปนักที่มันจะทำให้เรารู้สึกคล้ายกันว่าโลกหันขวา และอาจจะหันขวาได้มากขึ้นกว่านี้อีกในอนาคตอันไม่ไกล
ซีรีส์ The Testaments คือภาพจำลองชวนขนลุกของโลกหันขวาอันบิดเบี้ยวที่ต่อยอดมาจากวรรณกรรมที่เขียนโดย Margaret Atwood เรื่อง The Handmaid’s Tale เมื่อปี 1985 ซึ่งเคยถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ความยาว 6 ซีซั่นในปี 2017 เล่าเรื่องดินแดนสมมติที่ผู้หญิงถูกบังคับให้ ‘ตั้งท้อง’ เพื่อผลิตประชากร ตามความเชื่อทางศาสนาที่บิดเบี้ยวสุดโต่ง
จากจุดตั้งต้นที่อยู่ๆ คนกลุ่มหนึ่งในอเมริกา (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโมเดลของโลกแสนเสรี) ก็ลุกขึ้นมาหันขวาสุดขั้ว จัดระเบียบสังคมครั้งใหญ่โดยการเข้ายึดอำนาจรัฐบาล และก่อตั้งเป็นรัฐใหม่เสียเองในชื่อ ‘กิลเลียด’ (Gilead) จัดตั้งโดย ‘Sons of Jacob’ กลุ่มสมคบคิดที่ใช้ข้ออ้างว่าพวกเขามาเพื่อ ‘ล้าง’ ความเละเทะของโลกเราทุกวันนี้ ด้วยการจบปัญหาต่างๆ ที่เราได้ยินกันอย่างวิกฤติคนเกิดน้อย เพราะคนหนุ่มสาวเลือกเป็นโสด ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก บางส่วนก็เป็นหมัน เพราะมลพิษ เพราะสิ่งแวดล้อมเน่า ประชากรที่เหลืออยู่ก็ไร้คุณภาพ สังคมไร้ระเบียบ ทั้งหมดนี้เองที่นำมาสู่การอ้างความชอบธรรมในการปฏิวัติครั้งนี้
หากใครไม่เคยรู้เรื่องราวใน The Handmaid’s Tale มาก่อน ก็อาจพบว่า Narrative ตอนต้นเรื่องของ The Testaments เกือบทำให้เชื่อแล้วว่าภายใต้การปกครองของโลกใหม่ที่ชื่อกิลเลียดนั้น มันช่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้คนมีวินัย บ้านเมืองสะอาดสะอ้านสวยงามเหมือนอยู่ในยูโทเปีย โดยเฉพาะผู้หญิงท่ีถูกทรีตแบบประคบประหงมขั้นสุดราวกับไข่ในหิน ขณะที่ผู้ชายเป็นเพียงพลเมืองชั้นรองลงมา ทำหน้าที่เป็นองค์รักษ์ดูแลบรรดาหญิงเลอค่าเหล่านั้นอีกที และผู้ชายก็จะต้องโดนลงทัณฑจากผู้หญิงอย่างสาสม เมื่อไรก็ตามที่ ‘ละเมิด’ พวกเธอ ไม่ว่าในทางปฏิบัติหรือแค่จินตนาการ จนซีรีส์ทำให้เราคิดว่าผู้หญิงที่มีอำนาจเป็นใหญ่ในรัฐนี้ดูช่างมีพริวิเลจ ขณะเดียวกันก็โหดร้ายป่าเถื่อนได้มากมายในเวลาเดียวกัน
กระทั่งซีรีส์ค่อยๆ พาเราไปเปิดที่มาความโหดร้ายของผู้หญิงเหล่านี้ทีละน้อย จนพบว่าแท้จริงแล้ว ผู้หญิงในกิลเลียดไม่ได้เป็นใหญ่เลยแม้แต่นิด หากพวกเธอกำลังอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มชาย (แท้) ที่ปกครองพวกเธอแบบเบ็ดเสร็จอีกที เริ่มต้นจัดระเบียบด้วยความทารุณ ให้ผู้หญิงที่กำลังอยู่ในวัยเจริญพันธ์ุ ถูกต้อนไปรวมตัวกันเพื่อคัดเลือก ‘แม่พันธุ์’ ที่ดีที่สุด เพื่อใช้ผลิตประชากร หากใครเคยทำอะไรที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘บาป’ ตามหลักของพระผู้เป็นเจ้า (ในที่นี้ไม่ได้ระบุว่าศาสนาใด) ตั้งแต่เป็นเกย์ ทำแท้ง คบชู้ ท้องนอกสมรส มีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นไปตามครรลอง ฯลฯ หรือใครดูไร้ประสิทธิภาพเกินกว่าจะไปเป็นประชากรของโลกใหม่ก็จะต้องถูกกำจัดทิ้งอย่างโหดเหี้ยม
ผู้หญิงที่เกิดและเติบโตใน ‘ยุคใหม่’ ภายใต้รัฐกิลเลียด จะถูกเลี้ยงดูฟูมฟักอย่างดี แต่มันเป็นการฟูมฟักเพื่อที่ปลายทางของพวกเธอจะลงเอยไม่ดีไปหญิงรับใช้ชุดแดงใน The Handmaid’s Tale นั่นคือถูกใช้เป็น ‘เครื่องผลิตลูก’ ให้กับรัฐ เมื่อถึงวันที่เด็กหญิงมีประจำเดือน พวกเธอจะต้องถูกส่งออกไปเป็น ‘ภริยา’ ของผู้บัญชาการคนใหญ่คนโตสักคนทันทีโดยที่ยังไม่ได้ลิ้มรสชาติของวัยสาว หากใครมีความรู้สึกพึงใจกับใครที่ไม่ใช่สามีในอนาคต ก็จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ด้วยข้อหา ‘อีร่าน’ ซึ่งนับว่าเป็นบาปมหันต์ของการเกิดเป็นหญิง
นั่นทำให้เด็กสาวในกิลเลียดเหมือนอยู่ในกรงแคบๆ ที่รัฐกำหนดให้ พวกเธอไม่เคยรับรู้เรื่องโลกภายนอก เรียนแค่วิชางานฝีมือ เล่นดนตรี เต้นรำ พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านหนังสือ ขีดเขียน ดูหนังฟังเพลง หรือแม้แต่ออกไปเที่ยวอย่างอิสระ ไม่ได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือเพศศึกษา ไม่รู้ว่าการเจริญพันธ์ุคืออะไร เซ็กซ์คืออะไร คนเพศชายจริงๆ แล้วเป็นใคร ไม่รู้เรื่องอะไรอื่นเลยนอกจากวิชา ‘ความเป็นผู้หญิงที่ดีของพระเจ้า’ ในโรงเรียนที่กรูมมิ่งพวกเธอให้กลายผู้เหมาะแก่การสืบพันธ์ุและให้กำเนิด
และไม่ว่าจะเต็มใจกับวิถีชีวิตแบบนี้หรือไม่ เด็กสาวในกิลเลียดก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดขืน พวกเธอแค่ต้องทำหน้าเหล่านั้นให้สมบูรณ์แบบ ไม่ก็…. ตายไปซะ
โลกดิสโทเปียแสนโหดร้ายจาก The Handmaid’s Tale ถึง The Testaments ดูเหมือนเป็นแค่จินตนาการถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับมนุษยชาติได้ แต่เมื่อมองอีกที มันอาจไม่ไกลจากความเป็นจริงของโลกเราทุกวันนี้สักเท่าไรเลย หากวันหนึ่งโลกหันขวาสุดโต่งขึ้นมาอย่างที่ว่าจริงๆ จนถอยกลับไม่ได้ และให้คุณค่ากับแนวคิดอนุรักษ์นิยมโดยไม่สนใจความเป็นมนุษย์
หลายปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่มคนที่เชื่อใน ‘ค่านิยมแบบดั้งเดิม’ มากขึ้น ตั้งแต่ ‘Trad Wife’ กลุ่มแม่บ้านที่ให้คุณค่ากับบทบาทความเป็นหญิงด้วยวิถีของแม่และเมีย (ที่ดีของพระเจ้า) จนถึงการปลุกแนวคิดเรื่อง Gender Binarism หรือกรอบแบ่งเพศตามลักษณะทางชีวภาพ (Biological Sex) ซึ่งเชื่อว่าโลกนี้มนุษย์มีเพียง 2 เพศเท่านั้น และต้องเป็นเพศชาย-หญิงเท่านั้นที่เป็นผู้สืบพันธุ์-ให้กำเนิด ตามบทบาทหน้าที่เดิมเหล่านั้นด้วย
เช่นเดียวกับการแผ่ขยายของชุมชนแมนโนสเฟีย (Manosphere) หรือกลุ่มชายแท้ที่แพร่กระจายแนวคิดเกลียดชังผู้หญิง ต่อต้านเฟมินิสม์ และรวมถึงกลุ่มคนที่ต่อต้านการมีอยู่ของคนเพศหลากหลาย
และจากเมล็ดพันธุ์ของการหันขวาสุดโต่งที่เริ่มจากชุมชนเล็กๆ เหล่านี้เอง ที่ซีรีส์สะท้อนให้เห็นความน่ากลัวว่า หากคนบางกลุ่มนำแนวคิดพวกนี้มาใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อฉกฉวยการยึดครองอำนาจจะเป็นอย่างไร หากเชื่อว่าความเสรีเป็นต้นตอของความไร้ระเบียบ ทำให้โลกเสื่อมทรามลง ศาสนาอันดีงามถูกทำลาย ซึ่งหนทางจะแก้ไขได้ก็คือ จับผู้ชายและผู้หญิงกลับไปทำหน้าที่ตามบทบาทดั้งเดิม ผู้ชายก็ให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในบ้านและในรัฐ ส่วนผู้หญิงก็เป็นแค่เมีย แม่ และเครื่องผลิตประชากร เพราะเชื่อว่าการที่โลกทุกวันนี้ ผู้หญิงมีความรู้คิด มีทางเลือก มีอำนาจในชีวิตตัวเองมากเกินไปโดยไม่พึ่งพาผู้ชาย แถมผู้หญิงก็ยังเลือกที่จะรักกับเพศไหนก็ได้ด้วยนั้น ถือเป็นการทำลายระเบียบของธรรมชาติอย่างไม่น่าอภัย
ทั้ง The Handmaid’s Tale และ The Testaments ยังสะท้อนการเมืองอันโหดร้ายทารุณไม่แพ้กัน ในการพาประเทศที่ดูเสรีที่สุด กลับไปเป็นการปกครองแบบอาณานิคมที่ชนชั้นสูงกดขี่ทาสได้อย่างชอบธรรม โดยนำความเชื่อทางศาสนา กับความเกรงกลัวพระเจ้า (God-fearing) มาใช้เป็นสิ่งเดียวกันกับความเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐ โดยเชื่อว่าความกลัวจะปกครองผู้คนให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอย ‘อย่างที่ควรจะเป็น’ ได้
พร้อมๆ กับที่รัฐก็ริบเอา ‘ความรู้’ กับ ‘ความสามารถที่จะคิด’ ไปจากผู้คน ไม่ให้รับรู้รื่องอื่นนอกเหนือจากสิ่งที่กำหนดให้ นั่นเพราะความรู้ ทำให้คนอันตราย และเมื่อมนุษย์ขาดองค์อำนาจในการรู้คิด ก็จะบังคับควบคุมได้โดยง่าย เช่นเดียวกับการที่บรรดาเด็กสาวถูกสั่งห้ามไม่ให้มีเพื่อน เพราะมิตรภาพคือวัตถุดิบชั้นดีที่ทำให้ผู้คนหลอมรวมเป็นหนึ่ง เกิดศรัทธา เกิดพลัง และเมื่อนั้นเองที่มันอาจนำไปสู่การต่อต้านรัฐ
สุดท้ายแล้วความน่าขนลุกขนพองของ The Handmaid’s Tale และ The Testaments ที่คนดูน่าจะรู้สึกคล้ายๆ กัน คือมันดู ‘จริง’ เหลือเกิน และเมื่อถึงวันนั้น มันจะไม่ใช่เพียงแค่เพศใดเพศหนึ่งถูกทำให้หายไป ไม่ใช่แค่ผู้หญิงผู้ชายที่ถูกทรมาน แต่แม้การมี ‘อัตลักษณ์ตัวตน’ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งของเราก็ยังจะต้องถูกริบไป ไม่ให้เป็นใครเลย… แม้แต่ตัวเอง
เหมือนคำพูดที่ใช้กล่อมผู้คนในรัฐกิลเลียดที่ว่า “ผู้ว่าง่ายย่อมเป็นสุข”…
เพราะผู้มีอำนาจรู้ดีว่า การที่คนเรารู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ ก็นับว่าเป็นหนทางแห่งการลุกขึ้นมาต่อต้านที่น่ากลัวที่สุดแล้ว
บทความต้นฉบับได้ที่ : จาก The Handmaid’s Tale ถึง The Testaments ภาคต่อของซีรีส์ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปีย ผู้หญิงเป็นเครื่องผลิตลูก ผู้ชายกุมอำนาจ ในรัฐโหดร้ายที่ดูเหมือนจะไม่ไกลเกินความจริง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ความสุขและความหมายในชีวิต ในฐานะมนุษย์ของ ‘พี่ชินนี่’ ที่ตั้งใจผลักดันเรื่องเชื้อดื้อยา จากความสูญเสียแสนใกล้ตัว
- จาก The Handmaid’s Tale ถึง The Testaments ภาคต่อของซีรีส์ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปีย ผู้หญิงเป็นเครื่องผลิตลูก ผู้ชายกุมอำนาจ ในรัฐโหดร้ายที่ดูเหมือนจะไม่ไกลเกินความจริง
- กัดฟัน กำหมัด ยิ้มอ่อน มองบน : งานวิจัยเผย กว่า 30% ของคนส่วนใหญ่ มักมีคน ‘ยากๆ’ อยู่ในชีวิตอย่างน้อย 1 คน และการอยู่กับคนที่ชอบทำให้ปวดหัวกลุ้มฮาร์ทนานๆ ส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งแก่เร็ว และอายุสั้นลงได้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com