โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"การลงทุน" และ พลังดอกเบี้ยทบต้น บทเรียนนอกตำรา ที่อาจเปลี่ยนอนาคตทางการเงินของลูกไปตลอดชีวิต

Thairath Money

อัพเดต 22 พ.ค. เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. เวลา 06.45 น.
ภาพไฮไลต์

"Compound interest is the 8th wonder of the world. He who understands it, earns it; he who doesn't, pays it."

"ดอกเบี้ยทบต้น คือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก ผู้ที่เข้าใจจะได้รับประโยชน์จากมัน ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจ… จะต้องเป็นผู้จ่ายให้มัน"

ประโยคคลาสสิกนี้อธิบายพลังของการลงทุนระยะยาวได้ดีที่สุด และบอกเราว่าทำไม "เวลา" ถึงเป็นหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตคนเราได้

กลับมาที่ปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่ แทบไม่ได้จับแบงก์ร้อย แบงก์พัน หรือได้ยินเสียงเหรียญหยอดกระปุกออมสิน เพราะทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด การแตะการ์ดจ่าย หรือการผูกบัญชีหักเงินอัตโนมัติ

อีกด้านของความสะดวกสบายขั้นสุดนี้ ได้ถูกวิเคราะห์ว่า กำลังทำให้เงินกลายเป็นสิ่ง "ไร้เงา" เป็นเพียงตัวเลขดิจิทัลที่จับต้องไม่ได้ในความรู้สึกของเด็กๆ ซึ่งเมื่อเด็กมองไม่เห็นภาพว่าเงินไหลออกไปอย่างไร ความน่ากลัว ก็คือ ไม่ตระหนักรู้ และ ไม่รู้เลยว่าเงินที่มีอยู่นั้นกำลังหมดไป หรือ เหลือน้อยแค่ไหน

ในวัยผู้ใหญ่ จากรายงานดัชนีชี้วัดความรู้ทางการเงินระดับโลกของสถาบัน GFLEC และ FINRA ระบุว่า การขาดทักษะการบริหารเงิน หรือ Financial Illiteracy เป็นเหมือน "วิกฤตการณ์เงียบ" ที่สร้างความสูญเสียมหาศาลทั่วโลก มีสถิติที่น่าตกใจว่า ผู้ใหญ่ที่วางแผนงบประมาณไม่เป็น มีโอกาสสูงถึง 7 เท่าที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำมาหากินและวิ่งไล่ตามเงิน มากกว่าคนที่มีความรู้ทางการเงิน

ในทางกลับกัน การบ่มเพาะเรื่องเงินให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก คือการสร้างภูมิคุ้มกันโรคทางการเงินที่มีประสิทธิภาพที่สุดตลอดชีวิต โดยงานวิจัยระยะยาวจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) พบว่า เด็กที่ฝึกฝนเรื่องการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อโตไปจะมีอัตราการก่อหนี้น้อยมาก มีเงินออมสูง และเครดิตทางการเงินดีเยี่ยม

แต่รู้หรือไม่? งานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ค้นพบความจริงที่น่าทึ่งว่า ทัศนคติเกี่ยวกับเงินของมนุษย์เรา มักถูกหล่อหลอมและหยั่งรากลึกเกือบสมบูรณ์ภายในอายุเพียง 7 ปี และความมั่นใจในการบริหารเงินจะถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงอายุ 5 ปีเท่านั้น บ้านและปัจจัยครอบครัว จึงเป็นโรงเรียนสอนการเงินที่ดีที่สุด ไม่ใช่ห้องเรียนแบบเดิมๆ ที่เน้นแต่ทฤษฎี

จากเงินออมหลักร้อย สู่บทเรียนมหาเศรษฐีระดับโลก

ส่วนถ้าใครยังคิดว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ และเกินตัวไปสำหรับเด็ก เรื่องราวของ Edwin Chen นักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้ก่อตั้ง Surge AI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นกรณีศึกษาได้อย่างชัดเจน

เขาคือการใช้กลยุทธ์ "Bootstrapping" หรือการสร้างและต่อยอดธุรกิจด้วย "เงินออมส่วนตัว" และกระแสเงินสดของตัวเอง โดยไม่พึ่งพาทุนจากนายทุนภายนอก (VC) เลยในช่วงเริ่มต้น ผลลัพธ์คือ เขาสามารถถือหุ้นใหญ่ในบริษัทได้สูงถึง 75% และกลายเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดจากหยาดเหงื่อและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองอย่างแท้จริง วินัยนี้ไม่ได้เพิ่งมาฝึกตอนโต แต่เปลี่ยนเป็นดีเอ็นเอมาตั้งแต่เด็ก

จำลองภาพ "พลังดอกเบี้ยทบต้น"

ข้อมูลจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB WEALTH) เน้นย้ำว่า การให้เด็กเรียนรู้การลงทุนตั้งแต่เรียนมีข้อดีมหาศาล เพราะเด็กมี "เวลา" ให้ลองผิดลองถูกมากกว่า และเงินมีเวลาทำงานนานกว่า ผลตอบแทนจึงเติบโตแบบทวีคูณ

จากเคสจำลอง : สมมติว่าเราออมเงินเท่ากันเป๊ะๆ คือ เดือนละประมาณ 700 บาท

  • ผู้เริ่มช้า (รุ่นคุณพ่อคุณแม่): หากเราเพิ่งเริ่มสร้างวินัยตอนอายุมากแล้ว มีเวลาให้เงินทำงานสั้น ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยสะสมที่ระบบทบต้นให้จะถูกจำกัดอยู่แค่ประมาณ 12,500 บาท เท่านั้น
  • ผู้เริ่มเร็ว (ลูกอายุ 12 ปี): ออมเงินเดือนละ 700 บาทเท่ากันเป๊ะ แต่ลูกนำเงินก้อนนี้ไปจัดพอร์ตลงทุนระยะยาวต่อเนื่องไปจนถึงเขาอายุ 50 ปี (เท่ากับมีเวลาให้เงินทำงานนานถึง 38 ปี) เงินก้อนนี้จะเติบโตขึ้นจนได้เฉพาะผลตอบแทนสะสมสูงถึงประมาณ 111,000 บาท! ซึ่งสูงกว่าเงินผลตอบแทนของคุณพ่อคุณแม่เกือบ 10 เท่าตัว ทั้งที่ลูกไม่ได้ควักเงินเนื้อๆ จากกระเป๋าเพิ่มขึ้นเลย นี่คือปฏิกิริยา "ผลตอบแทนบนผลตอบแทน" หรือการปล่อยให้เงินทำงานแทนเราอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การสอนลูกให้เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้กักตุนเงินสด" มาเป็น "นักลงทุน" ยังช่วยให้เขาชนะภัยเงียบที่ชื่อว่า "เงินเฟ้อ" ยกตัวอย่าง ถ้าเราสอนลูกแค่ให้เอาเงินไปฝากธนาคารธรรมดาที่ได้ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี แต่ในปีนั้นเงินเฟ้อ (ข้าวของแพงขึ้น) 2% เท่ากับว่าในโลกความจริง ผลตอบแทนที่แท้จริงของลูกกำลัง ติดลบ 0.5% มูลค่าของเงินในมือจะลดลงเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

การขยับจากบัญชีเงินฝากธรรมดา ไปเรียนรู้การลงทุนในสินทรัพย์ที่เติบโตชนะเงินเฟ้อ เช่น หุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือกองทุนรวมดัชนีหุ้นชั้นนำ (ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวได้ประมาณ 10% ต่อปี) จึงเป็นทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันชิ้นสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมอบให้เขาตั้งแต่เนิ่นๆ

4 ทริคเปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องสนุกในครอบครัว

สำหรับบ้านไหนที่ลูกๆ (อายุ 10-18 ปี) ยังมองว่าเรื่องเงินและการลงทุนเป็นเรื่องน่าเบื่อ คุณพ่อคุณแม่อาจลองใช้ 4 วิธีนี้ชวนคุยและลองมือทำ

1. โชว์ให้เห็นผลลัพธ์: ชวนลูกดูความต่างระหว่างการหยอดกระปุกเฉยๆ ที่เงินเท่าเดิม กับการแบ่งเงินไปเติบโตในที่ที่ให้ผลตอบแทนอธิบายเรื่องความเสี่ยงแบบเข้าใจง่าย

2. เปิดพอร์ตร่วมกัน: ให้ลูกลองเจียดเงินค่าขนมมาฝากลงทุนในพอร์ตของคุณพ่อคุณแม่ แล้วเราสมทบผลตอบแทนจูงใจ (Bonus) ให้เขาเห็นว่าเงินมันงอกเงยได้จริงๆ

3. ใช้บอร์ดเกมสร้างวัคซีนการเงิน: ชวนเล่นเกม Wealthy Cats (จากโครงการสอนหนูรู้เรื่องเงิน ของแบงก์ชาติ) เด็กๆ จะได้ลองบริหารรายรับ-รายจ่าย ฝึกออม ลงทุน และรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างการเจ็บป่วย หรือวิกฤตเศรษฐกิจจำลอง หรือ ชวนเล่นเกม CASHFLOW ของโรเบิร์ต คิโยซากิ เพื่อให้ลูกเข้าใจเรื่องสินทรัพย์ หนี้สิน และเข้าใจวิธีพาส่งตัวเองออกจาก "วงจรหนูถีบจักร" (ทำงาน-เงินเดือนออก-ใช้หนี้-หมด) ตั้งแต่ยังเด็ก

4. ลองเล่นเกมลงทุนจำลอง: ใช้แอปพลิเคชันจำลองการเทรดหุ้นหรือกองทุน (Click2Win) ให้ลูกได้ลองคิด ฝึกจัดงบประมาณด้วย กฎ 50/30/20 (จำเป็น 50% / อยากได้ 30% / ออมและลงทุน 20%) โดยคุณพ่อคุณแม่อาจตั้งรางวัลเป็นเงินรางวัลจริงๆ ในชีวิตจริงเมื่อลูกทำผลตอบแทนจำลองได้ตามเป้าหมาย

ท้ายที่สุด การส่งต่อความรู้การเงินไม่ใช่การบังคับให้ลูกประหยัดจนอึดอัดอย่างเดียว แต่คือการมอบ "แผนที่และเข็มทิศ" ในวันที่เงินไร้เงาและมูลค่าลดลงเรื่อยๆทุกวัน

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "การลงทุน" และ พลังดอกเบี้ยทบต้น บทเรียนนอกตำรา ที่อาจเปลี่ยนอนาคตทางการเงินของลูกไปตลอดชีวิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...