โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ชี้ทางรอดพ้น "กับดักรายได้ปานกลาง"

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

เปิดเวที "RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย" นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี และนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอทางออกรองรับความท้าทายของโลก ตั้งเป้าหมายพาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ "RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย" โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และน่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่าจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

“สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...