โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘หมอยง’ บอกชัด โควิด-19 ระบาดสิงคโปร์ จะกระทบไทยไหม

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 02.24 น. • The Bangkok Insight

"หมอยง" ชี้โควิด-19 กำลังระบาดที่สิงคโปร์ อย่าตกใจ สายพันธุ์ NB.1.8.1 ระบาดไทยปีก่อน คนไทยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่

โควิด-19

มีข่าวเผยแพร่ว่าโควิด 19 กำลังระบาดอย่างมากที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1

สายพันธุ์นี้ระบาดอย่างมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงหลังสงกรานต์ปีที่แล้ว จนถึงตลอดฤดูฝน และเริ่มมาลดลง ปลายปี มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทำไมสิงคโปร์จึงระบาดด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 เพราะในปัจจุบันทั่วโลกสายพันธุ์ได้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว จนถึง อักษร R โดยเฉพาะ RV.1

อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น และประชากรส่วนใหญ่ก็มีภูมิคุ้มกันเก่าอยู่แล้ว ดังนั้นสายพันธุ์ของสิงคโปร์จึงไม่น่าจะมีผลกับประเทศไทย เพราะเราเคยระบาดมาแล้ว

การระบาดในสิงคโปร์เป็นการระบาดประจำฤดูกาล ถ้ามองย้อนกลับไปในทุกปี สิงคโปร์ก็จะมีโควิด 19 ระบาดมากในช่วงเดือนนี้อยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย 2 ปีที่ผ่านมาการระบาดของโควิด 19 เห็นได้ชัดเจนจะระบาดหลังสงกรานต์ตั้งแต่ปลายเม.ย.เป็นต้นไปและขึ้นสูงมากในเดือนพ.ค.และมิ.ย. หลังจากนั้นก็จะเริ่มค่อย ๆ ลดลงในเดือนส.ค. และพบได้ประปรายมาโดยตลอด ดังแสดงในรูป

ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย จากรูปทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในสิงคโปร์ NB.1.8.1 ได้ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงต้นปี และได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว ดังแสดงในรูป สายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนี้จึงไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์นี้

แต่ในปีนี้เป็นที่ผิดสังเกต อาจจะด้วยอากาศที่ร้อนมาก สงกรานต์ก็เล่นกันปกติ มีประชากรจำนวนมากออกมาเล่นน้ำกัน แต่หลังสงกรานต์กลับไม่พบมีการระบาดใหญ่ของโควิด 19 โดยเพิ่งจะเริ่มพบมากในช่วงนี้และจะมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเป็นช่วงนักเรียนเปิดเทอม นักเรียนจะเป็นตัวเร่งขยายจำนวนโรคให้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าเป็นการระบาดพร้อมกับโรคไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่ และ rhinovirus หรือไข้หวัดธรรมดา

สายพันธุ์ ขณะนี้เรากำลังติดตามอยู่ และจะมาเผยแพร่ให้ทราบต่อไป เชื่อว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ขยับขึ้นมา มากกว่าที่จะเป็น NB.1.8.1 อย่างแน่นอน ส่วนสายพันธุ์จั๊กจั่น (cicada) องค์การอนามัยโลกได้กล่าวถึงว่าเป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังเมื่อ 2 เดือนก่อน ขณะนี้สายพันธุ์นี้ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร และก็ได้หายไป อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรค ก็เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วๆไป

ยอดผู้ป่วยที่รายงาน เข้ากระทรวงจะน้อยกว่าความเป็นจริงมาก เช่น ถ้าเราตรวจพบกันเองที่บ้านหรือไม่ได้ตรวจ ก็จะไม่ได้มีการแจ้งเข้ากระทรวง พวกที่แจ้งจะเป็นการพบที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ๆ

อย่างไรก็ตาม อัตราการตรวจพบในโรคทางเดินหายใจ ทางศูนย์เราได้ทำการอยู่โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ 8 ชนิด และคงจะได้รายงานให้ทราบ

สำหรับประเทศไทยคงจะไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ไม่ได้รุนแรงขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็คงเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ประชากรไทยเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้ว จึงทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ส่วนในเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง และสร้างภูมิต้านทานขึ้น ยกเว้นเด็กเล็กมาก แต่โดยทั่วไปเด็กเล็กก็จะได้ภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อจากมารดามาในช่วง 6 เดือนแรกแล้ว

เราทุกคน มีหน้าที่ช่วยลดการระบาดของโรคลง โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน สิ่งที่ควรทำก็คงเป็นเช่นเดียวกับในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด 19 ความสำคัญอยู่ที่การล้างมือให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอน การใช้แอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ การใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่ชุมชน เช่นจะขึ้นรถไฟฟ้าที่มีคนหนาแน่น

สำหรับเด็กนักเรียน ในภาวะปกติไม่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่เราจะให้ผู้ป่วยหรือผู้รู้สึกว่าไม่สบายจะต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการกระจายของโรค คนปกติดี ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ แต่ถ้าจะใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ได้ว่ากัน การรับประทานอาหารที่สะอาด ใช้ช้อนกลางก็คงจะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด

เมื่อโรคมีความรุนแรงลดลง เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด 19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด

และอาการข้างเคียงของ วัคซีนโควิด 19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด 19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...