ไทยช่วยไทยพลัส ขั้นตอนลงทะเบียน-สมัครร้านค้า ผ่านแอปฯ ถุงเงิน และกรุงไทย
ไทยช่วยไทยพลัส 60 40 เปิดรายละเอียด ขั้นตอนการสมัคร-ลงทะเบียนร้านค้า ผ่านแอปฯ ถุงเงิน และธนาคารกรุงไทย เริ่ม 25 พ.ค.-31 ก.ค. 2569 และเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. ปลัดคลังยันลงทะเบียนประชาชนทั่วไป 30 ล้านสิทธิเพียงพอ
รัฐบาล โดยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะว่า
ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้
แนวทางการสมัครแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที
2. ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร
3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย
สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.
ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน
นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่าง ๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส
สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า
หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ
ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงินตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569
ไทยช่วยไทยพลัส คลังยัน 30 ล้านสิทธิเพียงพอ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วน 60/40 วันแรก (25 พ.ค.) ตั้งแต่ 06.00 น. นั้น ได้รับผลตอบรับดี โดยในช่วง 30 นาทีแรก มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 10 ล้านสิทธิ และใน 2 ชั่วโมงแรก มีผู้ลงทะเบียนหนาแน่น ทั้งนี้ ระบบสามารถรองรับได้ 3 แสนล้านครั้งต่อวินาที และสูงสุดที่ 7 แสนล้านครั้งต่อวินาที
และคาดว่าจำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิจะเพียงพอต่อความต้องการในการช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพประชาชน เนื่องจาก
1.ประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป มีจำนวน 53 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน และอีก 10 ล้านคนไม่เคยเข้าร่วมโครงการใด ๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้น 30 ล้านสิทธิสำหรับโครงการนี้ จึงคาดว่าเพียงพอแน่นอน
2.ที่ผ่านมาในโครงการปลายเปิดของรัฐบาลที่ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ มีผู้ลงทะเบียนสูงสุดที่ 28 ล้านคน ดังนั้น จำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิ จึงคาดว่าเพียงพอแน่นอน
ทั้งนี้ ขณะนี้ยังมีประชาชนที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จและต้องยืนยันตัวตนที่ธนาคารกรุงไทย เนื่องจากไม่มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และลืมรหัสผ่าน
นายลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับร้านค้าใหม่ที่ต้องการร่วมสิทธินี้ให้รีบลงทะเบียน โดยร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการประมาณ 1 ล้านร้าน ต้องยืนยันสิทธิอีกครั้ง โดยในแอปพลิเคชั่นถุงเงินสำหรับร้านค้าจะมีการนำเอไอมาช่วยในการบริหารร้าน จัดการบัญชีอย่างง่าย ซึ่งจะทำให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
ข้อมูลการลงทะเบียนสำหรับร้านค้า
สมัครเข้าร่วมโครงการ ณ จุดตั้งบูธกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. – 31 ก.ค. 2569
ไทยช่วยไทยพลัส คุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
1) เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้
1.ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ
2.ร้านค้าธงฟ้าฯ ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ
3.ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ
4.ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ) ทั้งนี้
-ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์
-ต้องไม่เป็นการประกอบกิจการที่ดำเนินการในลักษณะที่ไปรับสินค้าของบุคคลอื่นแล้วนำไปจำหน่ายและนำส่งค่าสินค้าที่จำหน่ายได้ให้แก่บุคคลที่ตนไปรับสินค้ามา โดยได้รับค่าตอบแทนที่คำนวณจากยอดขายสินค้าที่สามารถจำหน่ายได้หรือค่าตอบแทนอื่นใด
-ต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้
2) เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้
-ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้-ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
– ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น
3) เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ
-รถร่วมบริการที่เข้าร่วมเดินรถกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ)
4) เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567
-ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
5) ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่
(1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส
ประเภทสินค้าและบริการ
อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้า หรือบริการล่วงหน้า ทั้งนี้การกำหนดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าและบริการของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด
เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ
1.การลงทะเบียน สำหรับร้านค้า
กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”
กรณีเป็นผู้ประกอบการร้านค้าฯ ผู้ประกอบการบริการฯ หรือผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของ ธ. กรุงไทยฯ
กรณีเป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ด้วยการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับ ธ. กรุงไทยฯ
ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 1. และข้อ 2. หากไม่ปรากฏข้อมูลการประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าวในฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ จะต้องได้รับการยืนยันว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพมหานครมอบหมายแล้วแต่กรณี หรือเคยได้รับการยืนยันว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมายภายใต้โครงการ
2. วิธีการรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนด
และสำหรับกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะดำเนินการติดตามเพื่อโอนเงิน (Retry) ให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นรายสัปดาห์ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 โดยเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวรัฐจะไม่โอนเงินให้แก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการและถือว่าผู้ประกอบการไม่ประสงค์รับเงินภายใต้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ทั้งนี้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังโดย สศค. กำหนด
3.การดำเนินการกับประชาชนและร้านค้าที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
-สำหรับการดำเนินการตรวจสอบการกระทำที่ผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สศค. จะดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้แทนกรมสรรพากร ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น เพื่อรองรับดำเนินการดังกล่าว
-เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานในพื้นที่ อันจะทำให้การดำเนินการเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ในการดำเนินการทางกฎหมายกับร้านค้า หรือผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่ผิดปกติและซึ่งเข้าข่ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ให้ สศค. มอบอำนาจให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอาญาจนเสร็จการแทน สศค. โดยให้ สศค. และกรมการปกครองร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียด เกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยช่วยไทยพลัส ขั้นตอนลงทะเบียน-สมัครร้านค้า ผ่านแอปฯ ถุงเงิน และกรุงไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net