โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ไทย-เวียดนาม’ ย้ำความร่วมมือ ไม่อนุญาตบุคคลใช้ดินแดนแต่ละฝั่งเคลื่อนไหวทางการเมือง

เดลินิวส์

อัพเดต 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 21.04 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘ไทย-เวียดนาม’ ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ลงนามความร่วมมือ 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ‘อนุทิน’ ย้ำไม่อนุญาตบุคคลใช้ดินแดนของแต่ละฝั่งเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ ‘ปธน.เวียดนาม’ ชื่นชมไทย-กัมพูชา ทำตามข้อตกลงหยุดยิงเริ่มต้นเจรจากันใหม่

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 28 พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถ่ายภาพร่วมกันที่บริเวณบันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้าจากนั้นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเวลา 09.50 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการกลุ่มเล็ก

จากนั้นเวลา 10.20 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายกรัฐมนตรี และเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เวียดนาม หารือข้อราชการเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายหารือประเด็นด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกรม และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนาม ในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนเอ็มโอยู ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC

โดยนายกฯ กล่าวเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนผลการหารือในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป ด้าน ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก

ขณะที่เวลา 11.35 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

โดยทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม ปี 2569-2574, 2.การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเวียตเจ็ท และ 4.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

จากนั้นนายกฯ และประธานาธิบดีเวียดนาม ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 ส.ค. 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นแขกคนแรกของรัฐบาลของตนเอง จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลอง โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทยเวียดนามในปีนี้ และได้มีพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีศักยภาพในการเติบโตสูง การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ให้ปฏิบัติเกิดผลเป็นรูปธรรม ส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ของ 2 ประเทศ

ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือทางการทหารและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะออนไลน์สแกม การป้องกันและปราบปรามการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และยังใช้โอกาสนี้ ย้ำหลักการที่จะไม่ให้บุคคลใดใช้ดินแดนของแต่ละฝั่ง ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และให้นำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบของอาเซียนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ด้านเศรษฐกิจ 2 ประเทศเห็นพ้องที่ไทยและเวียดนาม จะต้องร่วมมือใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จะให้ความสำคัญการส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเร็ว ขณะนี้ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป้าหมายไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม และมีความตั้งใจการหารือกัน จะยกระดับมูลค่าการค้าให้มากขึ้น และเมื่อสักครู่ เวียตเจ็ทแอร์กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทย ได้ลงนามความร่วมมือในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC ของประเทศด้วย

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้เสนอกับเวียดนามว่าในฐานะที่ไทยและเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงสามารถที่จะมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อน พัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ได้ ตนเชื่อว่าการหารือของทั้งสองประเทศในวันนี้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทยเวียดนาม ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

จากนั้นประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะที่เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ขอขอบคุณการต้อนรับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และอบอุ่นที่ผู้นำประเทศไทย นายกฯ และภริยา ได้มอบให้แก่ตน การเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีของทั้ง 2 ประเทศ แสดงให้เห็นถึงความไว้เชื่อใจ และความเชื่อมั่น ซึ่งทั้ง 2 ประเทศก็เป็นสมาชิกของอาเซียนด้วย

ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวด้วยว่า ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความเชื่อมั่น และไว้เนื้อเชื่อใจ ตนและนายกรัฐมนตรีไทย มีการหารือที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงมีผลสำคัญในรอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำให้ความเชื่อใจแนบแน่นมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมความไปมาหาสู่ในทางระดับสูง และทุกหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านกลาโหม ด้านความมั่นคง และส่งเสริมการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเห็นด้วยที่จะไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้พื้นที่ต่อต้านอีกประเทศหนึ่ง

ประธานาธิบดีเวียดนาม ยังกล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของรัฐบาลไทยและคนเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างประชาชน ในการรับมือสถานการณ์และต่าง ๆ ในภูมิภาคทั่วโลก พร้อมยืนยันบทบาทที่สำคัญในการดำรงความสามัคคี และศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสนใจ เพื่อสันติภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงความปลอดภัยในเสรีทางอากาศ ทางทะเลตะวันออก และเห็นด้วยที่จะจัดการปัญหาต่าง ๆ ด้วยสันติวิธีบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ UNCLOS 1982 รวมถึงชื่นชมไทยและกัมพูชา ที่ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และจะเริ่มต้นการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...