ตลท.ลั่นคิดก่อนซื้ออิเล็ก DELTA จุดชี้เป็นตาย SET
#อิเล็กทรอนิกส์ #ทันหุ้น – ตลท.ส่งหนังสือเตือนรอบคอบก่อนซื้ออิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่นักวิเคราะห์วางกลยุทธ์ลงทุนวางกลยุทธ์มิถุนายน SET จะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับ DELTA ที่ต้องฝ่าด่านแคชไปให้ได้ ยังเชื่อมั่น CCET แนะกลยุทธ์เก็งกำไร DELTA แต่ต้องมีจุดสต็อปลอส พร้อมให้หุ้นชุดอื่นที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ ด้าน SCBX ยกภาพใหญ่AI คือสิ่งจำเป็นไม่ต่างจากโรงไฟฟ้า
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่งหนังสือขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลพื้นฐานก่อนซื้อขายหลักทรัพย์หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) โดยได้ติดตามความเคลื่อนไหวพบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์บวกจากการประกาศผลการดำเนินงานที่ออกมาดีและแผนการลงทุนของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ทั้งในและต่างประเทศ
แต่บางหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าวมีระดับราคา ปริมาณการซื้อขาย และอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ(P/E) และอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเก็งกำไรสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าว
ขอแจ้งว่าหากพบสภาพการซื้อขายผิดปกติ เช่น ราคา ปริมาณ หรืออัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ ที่สะท้อนถึงภาวะการเก็งกำไรสูง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หรือเมื่อเข้ามาตรการกำกับการซื้อขายแล้ว สภาพการซื้อขายยังคงไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน ตลาดหลักทรัพย์ จะพิจารณาใช้มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย (ระดับ 2 และ 3) ต่อไป ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ CCET และหลักทรัพย์ SMT อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 และหลักทรัพย์ DELTA ที่ยังอยู่ใน Cooling period หรือช่วงจับตามองหลังพ้นมาตรการ ซึ่งอาจพิจารณายกระดับได้
@ DELTA ชี้เป็นชี้ตาย SET
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายนมีปัจจัยชี้วัดสำคัญอยู่ที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหุ้น DELTA ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดจะขึ้น1,600 จุด หรือลง 1,500 จุด โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อกระแส AI ในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกก็มีโอกาสทำผลประกอบการได้ดีอยู่
สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์เด่นในตลาดหุ้นไทย แนะนำ CCET ให้ราคาเป้าหมายที่ 8.50 บาท โดยได้รับอานิสงส์จากการรุกตลาด Server และ Storage ที่มีอัตรากำไรดี และยังมีจังหวะการลงทุนที่น่าสนใจหลังจากราคาอั้นในช่วงที่ติดเกณฑ์Cash Balance ส่วน DELTA แนะนำเฉพาะนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สามารถโดยให้ใช้กลยุทธ์เก็งกำไรได้แต่ต้องมีจุดตัดขาดทุนรองรับด้วย
@กลุ่มนอกเหนืออิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้หุ้นเด่นกลุ่มอื่นๆ แนะนำ TIDLOR โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 24 บาท ความน่าสนใจมาจากการปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ หากรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลไว้ที่ 60% ต่อไป อาจให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 7% ซึ่งถือว่าโดดเด่นใกล้เคียงกับหุ้นกลุ่มธนาคาร และแนะนำหุ้นโรงพยาบาล BDMS ที่ระดับราคาตอนนี้ถือว่าไม่สูงนักเป็นตัวเลือกสำหรับการเข้าลงทุน
ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นได้แก่ กลุ่มพลังงานมองว่าจังหวะการเล่นที่ดีที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว และกลุ่มธนาคารรวมถึงสื่อสารคาดว่าจะเคลื่อนไหวเพียงแค่ทรงตัวตามสภาวะตลาดเท่านั้น
และกลุ่มอื่นมีทั้งคำแนะนำเป็นกลางและให้ระมัดระวัง ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและราคาน้ำมันปรับสูงบดบังกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอาจส่งผลต่อ GDP ได้ไม่มากนัก
@ลุ้น DELTA ดันตลาดอีก
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยตอนนี้แนะนำเฝ้ารอ (Wait & See) ในภาพรวม และอาจใช้กลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นไปตามจังหวะ และหากหุ้น DELTA สามารถผ่านพ้นสัปดาห์นี้ไปได้ โดยที่ตัวหุ้นไม่ได้ถูกขึ้นบัญชีTrading Alert จากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยย่อมมีโอกาสสูงที่ราคาหุ้นจะขยับสูงขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน และอาจเป็นปัจจัยแฝงที่สำคัญที่ทำให้ภาพดัชนี SET Index ต้นเดือนมิถุนายนยังอยู่ในทิศทางที่ดี ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่า การปรับตะกร้าของดัชนี MSCI ในรอบนี้ที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงปิดตลาดวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ มีการปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นDELTA ซึ่งอาจนำมาสู่การซื้อสุทธิหรือNet Buy ของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นดังกล่าวราว1,400 ล้านบาท
@ เทรนด์ AI
นายพิทวัส ทวีกิจวรชัย Research Scientist, SCB DataX เปิดเผยว่า ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงที่ภาพของ AI เปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยก้าวเข้าสู่ยุคของ “Proactive Agent” ซึ่งเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ไม่จำเป็นต้องรอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่มีความสามารถในการ คิด วางแผน และเตรียมการล่วงหน้า ก่อนที่มนุษย์ออกคำสั่ง ยกตัวอย่างเช่น AI สามารถบริหารจัดการธุรกิจแทนเราได้ตลอดทั้งวันในขณะที่เรานอนหลับ และสรุปยอดขายหรือพฤติกรรมลูกค้าให้เราในตอนเช้า
ขณะที่โทเคนที่จะเข้าถึง AI จะมีราคาถูกลง จากการเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือดจากทั้งสหรัฐและจีน ซึ่งสมรภูมิของ AI กำลังย้ายจากโมเดลขนาดใหญ่ที่เก่งรอบด้านที่มีราคาแพง ไปสู่โมเดลที่เก่งเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมีต้นทุนและราคาที่ถูกกว่า แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างGoogle หรือ OpenAI ได้เริ่มลงมาเล่นในตลาดโมเดลเฉพาะทางนี้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อ Token มีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงไม่ได้มีเพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้นที่เข้าถึงได้ แต่คนทั่วไปและองค์กรทุกระดับสามารถเข้าถึง “ขุมพลังทางปัญญา” นี้ได้เท่ากัน
ดังนั้น AI กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับ “ไฟฟ้า” ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม และมนุษย์จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำไปเป็นผู้สร้างที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแล AI แทน