โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตลท.ลั่นคิดก่อนซื้ออิเล็ก DELTA จุดชี้เป็นตาย SET

ทันหุ้น

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#อิเล็กทรอนิกส์ #ทันหุ้น ตลท.ส่งหนังสือเตือนรอบคอบก่อนซื้ออิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่นักวิเคราะห์วางกลยุทธ์ลงทุนวางกลยุทธ์มิถุนายน SET จะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับ DELTA ที่ต้องฝ่าด่านแคชไปให้ได้ ยังเชื่อมั่น CCET แนะกลยุทธ์เก็งกำไร DELTA แต่ต้องมีจุดสต็อปลอส พร้อมให้หุ้นชุดอื่นที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ ด้าน SCBX ยกภาพใหญ่AI คือสิ่งจำเป็นไม่ต่างจากโรงไฟฟ้า

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่งหนังสือขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลพื้นฐานก่อนซื้อขายหลักทรัพย์หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) โดยได้ติดตามความเคลื่อนไหวพบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์บวกจากการประกาศผลการดำเนินงานที่ออกมาดีและแผนการลงทุนของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ทั้งในและต่างประเทศ

แต่บางหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าวมีระดับราคา ปริมาณการซื้อขาย และอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ(P/E) และอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเก็งกำไรสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าว

ขอแจ้งว่าหากพบสภาพการซื้อขายผิดปกติ เช่น ราคา ปริมาณ หรืออัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ ที่สะท้อนถึงภาวะการเก็งกำไรสูง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หรือเมื่อเข้ามาตรการกำกับการซื้อขายแล้ว สภาพการซื้อขายยังคงไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน ตลาดหลักทรัพย์ จะพิจารณาใช้มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย (ระดับ 2 และ 3) ต่อไป ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ CCET และหลักทรัพย์ SMT อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 และหลักทรัพย์ DELTA ที่ยังอยู่ใน Cooling period หรือช่วงจับตามองหลังพ้นมาตรการ ซึ่งอาจพิจารณายกระดับได้

@ DELTA ชี้เป็นชี้ตาย SET

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายนมีปัจจัยชี้วัดสำคัญอยู่ที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหุ้น DELTA ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดจะขึ้น1,600 จุด หรือลง 1,500 จุด โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อกระแส AI ในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกก็มีโอกาสทำผลประกอบการได้ดีอยู่

สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์เด่นในตลาดหุ้นไทย แนะนำ CCET ให้ราคาเป้าหมายที่ 8.50 บาท โดยได้รับอานิสงส์จากการรุกตลาด Server และ Storage ที่มีอัตรากำไรดี และยังมีจังหวะการลงทุนที่น่าสนใจหลังจากราคาอั้นในช่วงที่ติดเกณฑ์Cash Balance ส่วน DELTA แนะนำเฉพาะนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สามารถโดยให้ใช้กลยุทธ์เก็งกำไรได้แต่ต้องมีจุดตัดขาดทุนรองรับด้วย

@กลุ่มนอกเหนืออิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้หุ้นเด่นกลุ่มอื่นๆ แนะนำ TIDLOR โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 24 บาท ความน่าสนใจมาจากการปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ หากรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลไว้ที่ 60% ต่อไป อาจให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 7% ซึ่งถือว่าโดดเด่นใกล้เคียงกับหุ้นกลุ่มธนาคาร และแนะนำหุ้นโรงพยาบาล BDMS ที่ระดับราคาตอนนี้ถือว่าไม่สูงนักเป็นตัวเลือกสำหรับการเข้าลงทุน

ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นได้แก่ กลุ่มพลังงานมองว่าจังหวะการเล่นที่ดีที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว และกลุ่มธนาคารรวมถึงสื่อสารคาดว่าจะเคลื่อนไหวเพียงแค่ทรงตัวตามสภาวะตลาดเท่านั้น

และกลุ่มอื่นมีทั้งคำแนะนำเป็นกลางและให้ระมัดระวัง ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและราคาน้ำมันปรับสูงบดบังกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอาจส่งผลต่อ GDP ได้ไม่มากนัก

@ลุ้น DELTA ดันตลาดอีก

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยตอนนี้แนะนำเฝ้ารอ (Wait & See) ในภาพรวม และอาจใช้กลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นไปตามจังหวะ และหากหุ้น DELTA สามารถผ่านพ้นสัปดาห์นี้ไปได้ โดยที่ตัวหุ้นไม่ได้ถูกขึ้นบัญชีTrading Alert จากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยย่อมมีโอกาสสูงที่ราคาหุ้นจะขยับสูงขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน และอาจเป็นปัจจัยแฝงที่สำคัญที่ทำให้ภาพดัชนี SET Index ต้นเดือนมิถุนายนยังอยู่ในทิศทางที่ดี ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่า การปรับตะกร้าของดัชนี MSCI ในรอบนี้ที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงปิดตลาดวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ มีการปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นDELTA ซึ่งอาจนำมาสู่การซื้อสุทธิหรือNet Buy ของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นดังกล่าวราว1,400 ล้านบาท

@ เทรนด์ AI

นายพิทวัส ทวีกิจวรชัย Research Scientist, SCB DataX เปิดเผยว่า ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงที่ภาพของ AI เปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยก้าวเข้าสู่ยุคของ “Proactive Agent” ซึ่งเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ไม่จำเป็นต้องรอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่มีความสามารถในการ คิด วางแผน และเตรียมการล่วงหน้า ก่อนที่มนุษย์ออกคำสั่ง ยกตัวอย่างเช่น AI สามารถบริหารจัดการธุรกิจแทนเราได้ตลอดทั้งวันในขณะที่เรานอนหลับ และสรุปยอดขายหรือพฤติกรรมลูกค้าให้เราในตอนเช้า

ขณะที่โทเคนที่จะเข้าถึง AI จะมีราคาถูกลง จากการเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือดจากทั้งสหรัฐและจีน ซึ่งสมรภูมิของ AI กำลังย้ายจากโมเดลขนาดใหญ่ที่เก่งรอบด้านที่มีราคาแพง ไปสู่โมเดลที่เก่งเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมีต้นทุนและราคาที่ถูกกว่า แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างGoogle หรือ OpenAI ได้เริ่มลงมาเล่นในตลาดโมเดลเฉพาะทางนี้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อ Token มีราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงไม่ได้มีเพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้นที่เข้าถึงได้ แต่คนทั่วไปและองค์กรทุกระดับสามารถเข้าถึง “ขุมพลังทางปัญญา” นี้ได้เท่ากัน

ดังนั้น AI กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับ “ไฟฟ้า” ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม และมนุษย์จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำไปเป็นผู้สร้างที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแล AI แทน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...