บ้าไปแล้ว! ทรัมป์สั่งห้าม "นักวิจัยโรคติดต่อระดับหัวกะทิ" หารือ WHO วิกฤตอีโบลาที่กำลังระบาดหนัก ส่วนเด็กบังกลาเทศกว่า 512 ดับป่วยโรคหัด
เอเจนซีส์ - รัฐบาลทรัมป์ล่าสุดประกาศห้ามนักวิจัยเชี่ยวชาญโรคระบาดสหรัฐฯหารือกับองค์การอนามัยโลก ต่อวิกฤตอีโบลาที่กำลังระบาดหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนสหรัฐฯออกจากการเป็นสมาชิก WHO ส่วนบังกลาเทศเกิดวิกฤตโรคหัดระบาดคร่าชีวิตเด็กไปแล้วกว่า 512 คน
พีเพิลของสหรัฐฯรายงานวานนี้(26 พ.ค)ว่า ผู้เชี่ยวชาญนักวิจัยสถาบันแห่งชาติด้านภูมิแพ้และโรคติดเชื้อ NIAID (National Institute of Allergy and Infectious Diseases) ถูกสั่งห้ามการสื่อสารโดยตรงกับองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่มี 194 ชาติเข้าร่วมเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพระดับโลก
อ้างอิงจาก CNN ของสหรัฐฯที่เปิดเผยว่า ในเวลานี้ผู้เชี่ยวชาญประจำ NIAID จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงก่อนที่จะหารือกับเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกได้
CNN ชี้ว่า เจ้าหน้าที่สำคัญที่รับผิดชอบต่อการวิจัยสหรัฐฯด้านภัยคุกคามโรคติดเชื้อถูกห้ามการสื่อสารโดยตรงกับองค์การอนามัยโลก ส่งผลทำให้ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯบางส่วนไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมหารือระดับโลกเกี่ยวกับโรคระบาดได้ อ้างอิงจากเอกสารและแหล่งข่าวหลายคนที่รู้ในเรื่องนี้
คำสั่งห้ามเกิดขึ้นระหว่างโรคไวรัสฮันตาสระบาด
และในเวลาต่อมาเกิดโรคอีโบลาระบาดที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันในจำนวนจำกัดได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมองค์การอนามัยโลกในฐานะ “ผู้ฟัง”อ้างอิงจากอีเมลลงวันที่ 18 พ.ค ที่ CNN ของสหรัฐฯได้เห็น
เนื้อหาอีเมลระบุว่าการเข้าร่วมประชุมต้องเป็นกลุ่มเล็กจำกัดจำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เกิน 3 คนเท่านั่น
และหลังจากการเปิดเผยของ CNN ต่อคำสั่งห้ามผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อสหรัฐฯประชุมหารือกับ WHO ออกมาสู่สาธารณะส่งผลทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันสูงสุดที่ 30 คนเข้าร่วมประชุมได้
พีเพิลรายงานว่า เป็นความพยายามล่าสุดจากรัฐบาลสหรัฐฯของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการนำสหรัฐฯออกมาจากความเป็นผู้นำแก้ปัญหาระดับโลก ซึ่งในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค ปี 2025 พบว่าได้มีการลงนามสั่งให้ถอนสหรัฐฯออกมาจากองค์การอนามัยโลก WHO รวมไปถึงปิดสำนักงาน USAID เพื่อบรรเทาทุกข์
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์กลางติดต่อโรคอีโบลานั้นในอดีตเป็นผู้ได้รับความช่วยเหลือจาก USAID ของสหรัฐฯสูงเป็นอันดับ 2 อ้างอิงจากเดอะการ์เดียน
เดอะการ์เดียนของอังกฤษยังเปิดเผยว่า สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ NIH ที่ให้ความสนใจในการวิจัยอีโบลาถูกสั่งห้ามเช่นกัน
แมทธิว คาวานอห์ (Matthew Kavanagh)ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการศึกษาสุขภาพโลกและการเมือง (Center for Global Health Policy and Politics) ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์เปิดเผยกับเดอะการ์เดียนว่า เป็นเพราะการเข้ามาแทรกแซงสหรัฐฯในหลายปีที่ผ่านมาส่งผลทำให้โลกสามารถรอดจากวิกฤตการระบาดระดับโลกได้อย่างหวุดหวิด
แต่เวลานี้กลายเป็นอดีตและเปลี่ยนไปแล้วจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯจงใจที่จะลดบทบาทของตัวเอง
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “โรคระบาดนี้สมควรต้องถูกตรวจพบได้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้า” และเสริมว่า “เป็นที่แน่นอนว่าสหรัฐฯหยุดเล่นบทบาทของตัวเอง”
เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บังกลาเทศเกิดวิกฤตโรคหัดระบาดและคร่าชีวิตเด็กในประเทศไปไม่ต่ำกว่า 512 คน
อัลญะซีเราะฮ์ของกาตาร์รายงานวันเสาร์(23)ว่า ตัวเลขการเสียชีวตยังคงเพิ่มขึ้นในวันเสาร์(23) ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีเด็กบังกลาเทศเสียชีวิตไปแล้วร่วม 13 คน ส่งผลทำให้ยอดดับจากโรคหัดล่าสุดที่ 512 คนเป็นอย่างน้อยนับตั้งแต่เริ่มการระบาดเมื่อวันที่ 15 มี.ค
โรงพยาบาลต่างๆทั่วกรุงธากาต่างเต็มไปด้วยผู้ป่วยโรคหัดและได้ตั้งวอร์ดเฉพาะสำหรับการรักษาแต่ทว่ากลับเกิดปัญหาเนื่องมาจากขาดแคลนเตียงผู้ป่วยขั้นวิกฤต
การระบาดโรคหัดรอบนี้เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มเด็กเล็กอายุระหว่าง 6 เดือนไปจนถึง 5 ปี
แพทย์ต่างกล่าวว่า มีเด็กจำนวนมากเดินทางมาถึงโรงพยาบาลป่วยในขั้นวิกฤตแล้ว
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO