‘ทวี’ ถล่มแลนด์บริดจ์ล้านล้าน ซัดรัฐบาลใช้ ‘จินตนาการ’ บริหารประเทศ แฉยับ ‘ไอ้โม่ง’ กว้านซื้อที่ดินตุน 3 ล้านไร่
"พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" แกนนำพรรคประชาชาติ ร่วมถล่มเมกกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กลางสภาฯ กางตัวเลขผลการศึกษาของ "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ฟาดหน้าข้อมูลของ "สนข." เผยตัวเลขกำไร-ขาดทุนต่างกันราวฟ้ากับเหว เตือนสติรัฐบาล "อดีตคือบทเรียน อนาคตคือความรับผิดชอบ" จี้หยุดขายฝันด้วยตัวเลขในจินตนาการ พร้อมเปิดโปง "ภัยเงียบ" ขบวนการไอ้โม่ง 130 ราย เดินเกมใต้ดินกว้านซื้อที่ดินดักหน้ารวมเกือบ 3 ล้านไร่ จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญสแกนด่วนก่อนประเทศพัง
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ "โครงการแลนด์บริดจ์" เสนอญัตตืโดย ต่อมา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เสนอญัตติว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเงินการก่อสร้างที่เป็นภาษีภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าอดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งอันดามัน กับ มหาสมุทรแปซิฟิกหรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้ ต่อมาสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกันถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่องจะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารากับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคือ อยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาท มันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์กับของนักวิชาการจุฬาลงกรมณ์หาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง
พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือบีอีซี เลโช ของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4-5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ การศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาน้อยไป ตนจึงอยากบอกว่าไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบ คือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีไอ้โม่งถือครองที่ดินด้วยหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1000 ไร่ มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่
“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วยก็ดี” พ.ต.อ.ทวี กล่าว