“จีน” ส่งสัญญาณพร้อมสร้างความไว้ใจกองทัพสหรัฐ หลังประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง
"จีน" ส่งสัญญาณพร้อมสร้างความไว้ใจกองทัพสหรัฐ ท่ามกลางความพยายามลดความตึงเครียดด้านความมั่นคง แม้ทั้งสองฝ่ายยังมีความขัดแย้งในประเด็นไต้หวันและทะเลจีนใต้
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.10 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของจีนส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการสร้างความไว้วางใจกับสหรัฐ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
Senior Colonel Jiang Bin โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า ความสัมพันธ์ทางทหารที่มีเสถียรภาพสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศพร้อมระบุว่า จีนยินดีทำงานร่วมกับสหรัฐเพื่อเพิ่มการเจรจาบริหารจัดการความแตกต่าง เสริมสร้างความเชื่อมั่น และลดความเข้าใจผิด
ระหว่างการเยือนจีนของทรัมป์ สี จิ้นผิงประกาศว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนเรียกว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์” (constructive strategic stability)
คณะผู้แทนของทรัมป์ยังมี Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐร่วมเดินทางด้วย ถือเป็นรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐที่ยังดำรงตำแหน่งคนแรกที่เยือนจีนตั้งแต่ปี 2561
ระหว่างงานเลี้ยงรับรองของรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Hegseth ถูกพบว่าพูดคุยสั้น ๆ กับ Dong Jun รัฐมนตรีกลาโหมจีน ผ่านล่ามแปลภาษา ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายเคยพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว
มีความเป็นไปได้ว่า Hegseth และ Dong อาจพบกันอีกครั้งในการประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่ Singapore ช่วงปลายเดือนนี้ แม้จีนยังไม่ยืนยันว่า Dong จะเข้าร่วมงานหรือไม่ หลังปีก่อนปักกิ่งไม่ได้ส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม
แม้มีสัญญาณบวกด้านการสื่อสาร แต่ความตึงเครียดทางทหารระหว่างสองประเทศยังคงอยู่ในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและทะเลจีนใต้
รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง ได้ส่งคำเตือนที่ชัดเจนที่สุดต่อทรัมป์เกี่ยวกับไต้หวันระหว่างการเยือนครั้งนี้ โดยระบุว่าประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่การปะทะที่ทำให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐเข้าสู่สถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐยังเดินหน้าผลักดันให้พันธมิตรและประเทศคู่ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และร่วมกันรับมือกับอิทธิพลของจีนในภูมิภาค
ด้านจีนตอบโต้ทางอ้อม โดยวิจารณ์สิ่งที่มองว่าเป็นข้อเรียกร้องแบบมหาอำนาจของสหรัฐต่อประเทศพันธมิตรในภูมิภาค
อ้างอิง : www.bloomberg.com