โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.คลัง ลั่นเดินหน้าหนุนเอกชนลงทุนดัน GDP หลัง Q1/69 ดีกว่าคาด แต่รับ Q2/69 อาจ drop ลงรับผลกระทบ ตอ.กลาง

Manager Online

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • MGR Online

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 1/69 เติบโต 2.8% ว่า ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เป็นผลจากการดำเนินนโยบาย Quick Big Win ทำให้เศรษฐกิจโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 4/68) โดยมีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การลงทุนรวม ที่ขยายตัวถึง 9.9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงถึง 10.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวถึง 2 digit ในรอบ 11 ปี

ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวได้ 9.4% หลังจากที่รัฐบาลเร่งให้มีการเบิกจ่าย ก็ทำให้การลงทุนภาครัฐดีขึ้น นี่เป็นสิ่งสะท้อนว่า รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว และหลังจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมให้การลงทุนของภาคเอกชน และภาครัฐขับเคลื่อนต่อไป

"ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1 ยืนยันว่าการลงทุนกลับมาเป็นพระเอก ตัวเลขการลงทุนเอกชนขยายตัว 10.1% สะท้อนสิ่งที่เราพยายามทำมา เพื่อเอาเครื่องยนต์นี้มาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเครื่องยนต์นี้ต้องบอกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด เพราะมันจะช่วยดันเศรษฐกิจในระยะสั้น และมันจะช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว" นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ประเมินว่า หนี้สาธารณะของไทยในปีนี้ คาดว่าจะไม่เกิน 68% เพราะตัวเลข GDP ที่ออกมาถือว่าดีขึ้น โดยคาดว่าหนี้สาธารณะ จะขึ้นไปสูงสุดในปี 71-72 โดยอยู่ที่ประมาณ 69%

"ถ้าเราไม่ทำอะไร หนี้สาธารณะจะสูงขึ้น เพราะจีดีพีจะหดตัว ไฮไลท์ตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้ ถ้าไม่ทำอะไร หนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะทะลุ 70% และตัวเลขจีดีพีวันนี้ ที่สะท้อนในไตรมาส 1 มันสะท้อนสิ่งที่ผมพยายามทำ คือ เอาการลงทุนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พูดตรง ๆ ว่า ไตรมาส 1 ทุกคนคาดว่าสูงสุดไม่เกิน 2.3% จะชะลอลงจาก 2.5% แต่วันนี้ออกมา 2.8% คือ การเอาการลงทุนมาช่วยดัน และการลงทุนจะช่วยทำให้จีดีพีและเศรษฐกิจประเทศไทยขยายตัวอย่างเพิ่มศักยภาพ วันนี้เราลงทุนเพื่ออนาคต กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว" นายเอกนิติ กล่าว

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ถ้าเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ก็จะเป็นไปตามที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ 2% และหากเป็นตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็อาจจะสูงกว่านี้ ส่วนการประเมินของกระทรวงการคลังนั้น ต้องขอทบทวนอีกครั้ง เพราะอยากเห็นข้อมูลจริงเกิดขึ้นก่อน

"ไทยช่วยไทย พลัส น่าจะช่วยได้ ไตรมาส 2 เริ่มเห็นผลกระทบสงครามชัดเจน เพราะฉะนั้นกำลังซื้อของคน การบริโภคเอกชนจะลง วันนี้เราพยายามเอาการลงทุนมาช่วยดัน และเอาไทยช่วยไทย พลัส มาพยุง การส่งออกน่าจะแผ่วลง เพราะการส่งออกเร่งไปแล้วในไตรมาสแรก" นายเอกนิติ กล่าว

*ห่วงเงินเฟ้ออาจสร้างวิกฤติ หวังงบ 2 แสนลบ. ช่วยลดผลกระทบปัญหาปากท้อง

นายเอกนิติ ยอมรับว่า ในอนาคตเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อ ปัญหาค่าครองชีพ และวิกฤตปากท้อง โดยเฉพาะต้นทุนขึ้น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้หดตัว ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะทำให้ประเทศมีปัญหาเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจจะลุกลาม คนจะตกงาน รัฐบาลจึงต้องป้องกันปัญหานี้โดยใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วย ผ่านการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

"วิกฤตที่เริ่มก่อตัวและเป็นพายุแล้ว คือ วิกฤตต้นทุน ตัวเลขเดือนเม.ย. เงินเฟ้อสูงขึ้น 2.9% ต้นทุนจะค่อย ๆ ขยับสูงขึ้น และน่าจะสูงขึ้นอีก และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตกันทั้งโลก เพราะฉะนั้นความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าวิกฤตลูกที่ 3 หลังต้นทุนสูงขึ้น จะเป็นวิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต" นายเอกนิติ กล่าว

ส่วนที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นมากนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราเป็นห่วงมาก เพราะ Yield สหรัฐเป็นการสะท้อนว่า เงินเฟ้อจะมาแรง ซึ่งเป็นเครื่องชี้ตัวหนึ่ง ที่เรียกว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต พอเขาคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในอนาตตจะสูงขึ้น เมื่อ Yield สูงขึ้น ก็เป็นตัวสะท้อนว่าเงินเฟ้อจะมาแรง ก็ตรงกับที่เราประเมินว่าวิกฤตเงินเฟ้อจะมาแรงกว่าที่คิด

นายเอกนิติ ย้ำว่า นโยบายการคลัง จำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงจะไม่ลดดอกเบี้ยแล้ว และอาจจะขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ และที่มูดี้ส์ (Moody's Ratings) ชื่นชมประเทศไทย เนื่องจากมีฐานะการคลังที่ดี มีเครื่องมือใช้ได้ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ต้องใช้นโยบายการคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

*"ไทยช่วยไทย พลัส" เข้า ครม.พรุ่งนี้แน่นอน

นายเอกนิติ ยืนยันว่า กระทรวงการคลัง จะเสนอโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ในวงเงินงบประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ใน พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) ซึ่งจะเป็นมาตรการที่เตรียมรองรับวิกฤตระลอกที่ 3 คือ วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง โดยเชื่อว่าโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" จะช่วยกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อช่วยแก้วิกฤตปากท้องให้กับประชาชนได้

พร้อมยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในอนาคตมีแนวโน้มจะแผ่วลง ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลจึงต้องพยุงปากท้องของประชาชน ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านกลไก BOI Fast Pass ทำให้การลงทุนส่งผ่านไปสู่ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ กระทรวงการคลัง ยังเตรียมเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลัง และป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนมาตรการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ได้มีเพียง "ไทยช่วยไทย พลัส" เท่านั้น แต่ยังมีมาตรการช่วยเรื่องการปรับตัวภาคเอกชน โดยเตรียมหารือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยในกลุ่มขนส่งเป็นการเฉพาะ โดยช่วยในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการสนับสนุนให้รถลากมาใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น (B20) รวมถึงมีการศึกษาการเปลี่ยนผ่านรถลากสำหรับขนส่ง มาเป็นรถลากไฟฟ้า รวมถึงการช่วยเหลือภาคเกษตร ผ่านโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งทุกนโยบายจะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายกลั่นกรองก่อน

ขณะที่ นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในระยะถัดไป คือ ปัญหาเงินเฟ้อฝังตัว เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด ซึ่งในอนาคต หากผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ ก็จะทำให้ต้นทุนถูกทยอยส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อที่จะชะลอตัวลง

ทั้งนี้ มองว่าปัญหาเงินเฟ้อสูงในปัจจุบันที่ไม่ได้เกิดจากความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แต่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้นนั้น จะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความท้าทายมากขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยต้องประเมินถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนั้น

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...