รถเมล์เหวี่ยงหัวฟาดกระจกแตก! รถเมล์ไม่ส่ง รพ. ขู่รีดค่าซ่อม
(18 พ.ค. 69) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Noo Pang Pang” โพสต์ขอความเป็นธรรม หลังคุณแม่ประสบอุบัติเหตุบนรถเมล์ ขณะกำลังเตรียมตัวลงจากรถ แต่ปรากฏว่าเป็นจังหวะที่รถเมล์เข้าโค้งพอดี จึงทำให้แม่ของเจ้าของโพสต์เซเสียหลักล้มลง ศีรษะไปกระแทกกับกระจกรถเมล์จนได้รับบาดเจ็บ สิ่งที่เจ้าของโพสต์คาใจคือ ฝั่งของรถเมล์ไม่ได้นำตัวคุณแม่ส่งรักษาที่โรงพยาบาลในทันที แต่กลับพาไปพูดคุยเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหาย โดยอ้างว่าคุณแม่ทำให้ทรัพย์สินของรถเมล์เสียหายคือกระจกแตก
ล่าสุด คุณเนย ณัฏฐ์ชนิตว์ ทีมข่าวเวิร์คพอยท์ ลงพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาตัว แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร
จากการพูดคุยกับ นางสาวกัณฐิกา อายุ 36 ปี เจ้าของโพสต์ ซึ่งเป็นลูกสาวของ นางบัณฑิตา อายุ 61 ปี ผู้บาดเจ็บ เล่าว่า เหตุการณ์ตามคลิปที่ปรากฏเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. ขณะที่คุณแม่โดยสารรถเมล์เพื่อตั้งใจจะไปลงหมอชิตและนั่งรถต่อเพื่อไปทำบุญ โดยขณะนั้นเป็นป้ายรถเมล์สุดท้ายก่อนจะถึงอู่รถเมล์ แม่เล่าว่าตอนนั้นภายในรถเหลือผู้โดยสารเพียงคนเดียวคือคุณแม่ โดยมีพนักงานขับรถและกระเป๋ารถเมล์ประจำการอยู่
กระทั่งกระเป๋ารถเมล์แจ้งว่าใกล้ถึงป้ายที่ต้องลงแล้ว คุณแม่จึงลุกจากที่นั่งเพื่อไปยืนเตรียมตัว แต่ปรากฏว่าเป็นจังหวะที่รถเมล์เข้าโค้งพอดี ทำให้คุณแม่เซเสียหลักล้มศีรษะกระแทกกระจกรถเมล์จนแตก จากภาพกล้องวงจรปิดภายในรถ จะเห็นว่ามีกระเป๋ารถเมล์เดินเข้ามาดู แต่ทั้งกระเป๋ารถเมล์และคนขับกลับไม่ได้พาคุณแม่ไปส่งโรงพยาบาลในทันที แต่พูดถึงเรื่องค่าเสียหายที่กระจกแตก
ต่อมาฝั่งรถเมล์ได้พาคุณแม่ไปคุยที่อู่ย่านหมอชิต ระหว่างนั้นคุณแม่ได้โทรศัพท์แจ้งตน ตนจึงรีบขับรถตามไปที่อู่ทันที ยอมรับว่าตอนนั้นตกใจและเป็นห่วงคุณแม่มาก ทันทีที่ไปถึงได้สอบถามอาการของคุณแม่ และถามฝั่งรถเมล์ว่าทำไมไม่พาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลก่อน แม้คุณแม่จะบอกว่าเจ็บไม่มาก แต่สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือความปลอดภัยของผู้โดยสาร ไม่ใช่ความเสียหายของรถ หลังจากนั้นตัวแทนประกันภัยชั้น 3 ของรถเมล์มาแจ้งว่า ฝั่งคุณแม่ต้องเป็นคนจ่ายค่าซ่อมกระจกรถเมล์ เป็นเงินจำนวน 4,300 บาท ซึ่งคุณแม่มีการต่อรองเหลือ 4,000 บาท แต่ตนไม่ยอมจ่ายเพราะมองว่าเป็นอุบัติเหตุ ทางประกันจึงแจ้งให้ไปคุยกันที่ สน.ประชาชื่น
เมื่อไปถึง สน.ประชาชื่น ก็พบว่าเจ้าหน้าที่ประกันนั่งคุยอยู่กับตำรวจก่อนแล้ว โดยตำรวจชี้แจงว่าฝั่งคนขับรถเมล์ไม่ได้ขับรถโดยประมาท ขับด้วยความเร็วปกติ และให้ฝั่งตนไปเจรจาตกลงค่าเสียหายกันเอง ซึ่งคนขับรถเมล์ได้ขอให้คุณแม่ช่วยจ่ายค่าซ่อมครึ่งหนึ่งคือคนละ 2,000 บาท อ้างว่าเพิ่งมาทำงานได้ไม่นานและไม่มีเงิน ตนไม่ได้ตอบรับอะไรแต่ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เพราะต้องการรีบพาคุณแม่ไปรักษา ซึ่งฝั่งรถเมล์แจ้งให้พาคุณแม่ไปที่โรงพยาบาลบางปะกอก 1 เนื่องจากประกันภัยครอบคลุมที่นี่
ทว่าเมื่อมาถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่าตนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาล่วงหน้าก่อน เนื่องจากไม่มีตัวแทนบริษัทประกันเดินทางมาด้วย ตนเริ่มรู้สึกไม่ดีจึงปฏิเสธและขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยประสานตัวแทนประกันให้รีบมาด่วน จนกระทั่งตัวแทนประกันมาถึง คุณแม่จึงได้เข้ารับการสแกนสมองและตรวจร่างกาย
คุณแม่ประสบเหตุตั้งแต่ 8 โมงเช้า แต่กว่าจะได้เข้าการรักษาจริงคือช่วงบ่าย ซึ่งคุณแม่มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และอาเจียน แพทย์จึงให้นอนพักรักษาตัวเพื่อรอดูอาการอย่างใกล้ชิด
ต่อมาวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 ตัวแทนของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เดินทางมามอบกระเช้าเยี่ยมพร้อมขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรับปากว่าจะพาคนขับและกระเป๋ารถเมล์ไปที่ สน.ประชาชื่น เพื่อแก้ไขใบบันทึกประจำวัน โดยที่ทางฝั่งคุณแม่ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่า ขสมก. จะดูแลเยียวยาอย่างเต็มที่
กระทั่งช่วงสายของวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) คนขับรถเมล์ กระเป๋ารถเมล์ พร้อมหัวหน้างาน ขสมก. ได้เดินทางมาขอโทษคุณแม่ถึงเตียงคนไข้ ซึ่งตนเองได้สะท้อนปัญหากลับไปตามข้อเท็จจริงว่า สิ่งแรกที่พนักงานควรคำนึงถึงคือชีวิตและความปลอดภัยของผู้โดยสาร ไม่ใช่ห่วงความเสียหายของวัตถุ ซึ่งทาง ขสมก. รับฟังและย้ำว่าจะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
ลูกสาวผู้บาดเจ็บ ระบุทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่เมื่อเกิดขึ้นบนรถโดยสารสาธารณะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลชีวิตผู้โดยสารเป็นอันดับแรก ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ครอบครัวเสียความรู้สึกและเสียใจเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสายของวันเดียวกัน นายนพพร คงอยู่ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเดินรถ กลุ่มปฏิบัติการเดินรถที่ 1 อู่พระประแดง สังเกตการณ์ในนามองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พร้อมพนักงานขับรถและกระเป๋ารถเมล์คันเกิดเหตุ ได้เข้ามอบกระเช้าขอขมาผู้บาดเจ็บ พร้อมชี้แจงว่า พนักงานขับรถเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานทำให้ยังขาดประสบการณ์ ยอมรับว่าช่วงเกิดเหตุพนักงานทั้งสองคนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พร้อมขอน้อมรับผิดและยืนยันว่า ขสมก. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายรวมถึงค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดของผู้บาดเจ็บจนกว่าจะหายดี