โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิจัยซินโครตรอน  พัฒนา “แก้วกักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต”

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 พ.ย. 2564 เวลา 13.08 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 13.08 น.

นักวิจัยซินโครตรอน  พัฒนา “แก้วกักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต”

นักวิจัยซินโครตรอน พัฒนา “แก้วหน้าที่ขั้นสูงเพื่อการกักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต” ทำขั้วไฟฟ้าแบตเตอรี่ นำสู่ต้นแบบแบตเตอรีแห่งอนาคตที่มีความปลอดภัย ราคาถูก และใช้งานอึดทนนาน เท่าทันเทรนด์โลก

วันที่ 23 พฤศจิกายน  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม”Research Expo Talk” ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 (Thailand
2021) ณ เวที Mini Stage ชั้น 22 ณโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวนวัตกรรม “แก้วหน้าที่ขั้นสูงเพื่อการกักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต” ของ ดร.พินิจ กิจขุนทด แห่ง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ที่คว้ารางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2564 รางวัลผลงานวิจัยมาครองได้สำเร็จ

ดร.พินิจ กิจขุนทด หัวหน้าโครงการและผู้จัดการระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า นวัตกรรม “แก้วหน้าที่ขั้นสูงเพื่อการกักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพบว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายที่ใช้งานกันในปัจจุบัน เช่น โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้คือ อุปกรณ์กักเก็บพลังงานข้างในหรือแบตเตอรีที่ประสบปัญหาใช้งานได้ไม่นานแบตหมดเร็ว หรือเกิดการระเบิดขณะชาร์ทไฟดังที่ปรากฎตามข่าว ทำให้คิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้แบตเตอรี่ที่ดีมีคุณภาพ 1. มีความปลอดภัยสูง 2.จะทำอย่างไรให้ชาร์จแล้วใช้ได้นาน มีความยืนยาว เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น การเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านแสงซินโครตรอนที่ทำให้เข้าใจธรรมชาติของวัสดุทุกชนิดถึงระดับอะตอมและกลไกเพื่อทำให้วัสดุมีคุณสมบัติที่ดีตามต้องการ ผนวกกับมีสิ่งอำนวยความสะดวกในที่ทำงาน จึงเป็นที่มาของศึกษาวิจัยและได้พบว่า แบตเตอรี่ โดยเฉพาะแบตเตอรีลิเธียมมีโครงสร้างไม่นิ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงขณะชาร์จไฟและขณะใช้งานเป็นผลจากมีโครงสร้างเก่าเป็นผลึก จึงต้องหาโครงสร้างที่ไม่เป็นผลึกมาใช้ ได้แก่ “แก้ว” เพราะมีโครงสร้างแบบไม่เป็นระเบียบและมีคุณสมบัติถ่ายโอนประจุไฟฟ้าได้ นอกจากนี้แก้วยังมีข้อดี คือ ราคาถูก ทนต่อการกัดกร่อนในสภาวะกรด ด่าง ได้ดี จึงเป็นข้อได้เปรียบ อีกทั้งทนความร้อนได้ดี จึงเกิดไอเดียว่า แก้วน่าจะนำมาเป็นวัสดุขั้วแบตเตอรี่ได้ดี

ดร.พินิจ กล่าวต่อว่า เวลานี้ยังเป็นเทรนด์ของโลก สืบเนื่องจากการระเบิดของแบตเตอรี ที่เกิดจากใช้วัสดุทำขั้วเป็นผลึกและสารละลายเป็นของเหลวอิเล็กโตไลท์ การนำแก้วมาใช้เป็นวัสดุแทนจะช่วยตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกำลังแข่งกันพัฒนาแบตเตอรีชนิดใหม่ที่เรียกว่า แบตเตอรีชนิดแข็ง (Solid-State Battery) ต่อไปแบตเตอรีรุ่นใหม่ๆ จะทำมาจากแก้วและไม่มีการใช้เหลว อาจจะนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ได้

จากนั้นจึงนำแก้วมาใช้ทำขั้วแบตเตอรีและมาประกอบเป็นเซลล์ เป็นต้นแบบแบตเตอรรีที่สามารถใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังวิจัยกระบวนการเตรียมแก้ว ที่มีการใช้แสงซินโครตรอนและมีการผสมธาตุเข้าไปเพื่อให้ได้แก้วมีคุณสมบัติดีสำหรับทำขั้วแบตเตอรี โดยได้ยื่นจดสิทธิบัตรกระบวนการผลิตแก้วเพื่อการกักเก็บพลังงานสะอาดแล้วจำนวน 10 เรื่อง ได้ที่ประกาศออกมาแล้วจำนวน 2 เรื่อง

ทั้งนี้จะมีการศึกษาต่อยอด และขยายศักยภาพสู่ระดับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยขณะนี้กำลังมีการวิจัยเพิ่มเติม คาดว่าภายในปีหน้าจะขยายกำลังไฟฟ้าให้สามารถนำไปใช้ทำแบตเตอรีสำหรับรถจักรยานไฟฟ้าได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันการเป็นงานวิจัยที่อิงเทรนด์ของโลกนี้ ยังเป็นเรื่องของ Zero Waste ช่วยลดขยะ ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะขวดแก้วต่าง ๆ จะสามารถนำหลอมและเติมธาตุต่าง ๆ ลงไปได้

ทั้งนี้การวิจัยเริ่มขึ้นในปี 2561 โดยทุนวิจัยเบื้องต้นจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และในปี 2564 นี้ได้ทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และสร้างนวัตกรรม (บพค.)เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ ๆ และกำลังขอทุนสนับสนุนเพิ่มจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ด้วย

ผลงานวิจัยนี้ได้รับรางวัล Gold Award งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติปี 2563 และได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2564 ระดับดี อนาคตชาวไทยจะได้ใช้นวัตกรรมแบตเตอรีรุ่นใหม่ที่เป็นฝีมือนักวิจัยไทย ที่มีราคาถูก สะอาด ปลอดภัยและใช้งานได้อึดทนนาน..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...