โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิทย์ฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นคว้าโนเบลเคมี 2569 จากผลงานไขปริศนาโมเลกุลหนุนผลิตยา

เดลินิวส์

อัพเดต 07 ต.ค. เวลา 18.04 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. เวลา 11.03 น. • เดลินิวส์
นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสและญี่ปุ่นคว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปี 2569 จากผลงานไขปริศนาการสร้างโมเลกุลภาพสะท้อนแบบเดี่ยว ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมปฏิกิริยาเคมีและมีความสำคัญต่อการพัฒนายา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ประกาศผลผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปีนี้ ได้แก่ ศ.อองรี คาก็อง นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และศ.เคนโซ โซไอ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น จากผลงานการไขปริศนาการสร้างภาพสะท้อนโมเลกุลแบบเดี่ยว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการผลิตยา

แถลงการณ์โดยคณะกรรมการโนเบลระบุว่า ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตมักใช้โมเลกุลกระจกเพียงรูปแบบเดียวปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า "โฮโมไครัลลิตี" ( Homochirality ) และเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจมานานกว่าศตวรรษ

ผลงานของคาก็องและโซไอแสดงให้เห็นว่า สามารถควบคุมปฏิกิริยาเคมีให้เอื้อต่อการสร้างโมเลกุลที่มีภาพสะท้อนในกระจกเพียงรูปแบบเดียว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการออกแบบปฏิกิริยาสำหรับการผลิตยา โดยโมเลกุลของยาหลายชนิดมีอยู่ 2 รูปแบบที่เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน รูปแบบหนึ่งอาจให้ผลในการรักษา ส่วนที่อีกรูปแบบอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น และบางครั้งอาจเป็นอันตราย

ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองคนจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ เหรียญรางวัลโนเบล และเงินรางวัล 12 ล้านโครนาสวีเดน ( ราว 40.29 ล้านบาท ) แบ่งเป็นสองส่วนเท่ากัน และเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ในวันที่ 10 ธ.ค. นี้ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเสียชีวิตของ นายอัลเฟรด โนเบล.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...