โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กับดัก 'โตช้า-หนี้รุม' สแกนแผลเป็น ศก.ไทย ถึงเวลารื้อทั้งโครงสร้าง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

หากพูดถึงประเทศไทยแล้ว ภาพจำถัดมาที่เกิดขึ้นแบบเร็วๆ คงเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างต่างๆ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ จนกลายเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม

จากที่ควรวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 5% ตามศักยภาพที่แท้จริง แต่ปัจจุบันยังคงเฉลี่ยอยู่ที่ 2% และลุ้นว่าจะติดลบหรือไม่อยู่อย่างนั้น

ต้นตอของปัญหา…ไม่ว่าจะถามจากใครก็คงมีคำตอบคล้ายๆ กันคือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม

แม้จะพยายามดึงขึ้นมาไว้เพื่อทำความสะอาดและเก็บกวาดมากเพียงใด แต่หากเป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น

ปัญหาจริงๆ ยังไม่ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปได้

นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนว่า ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ การบริหารจัดการจากรัฐบาล การละเลยปัญหาเชิงโครงสร้างและการดำเนินนโยบายเชิงการละคร รัฐบาลมักติดอยู่ในกรอบของการเมืองเชิงการละคร ที่มุ่งสร้างวาทกรรมสวยหรูแต่ทำจริงไม่ได้ ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม หลีกเลี่ยงปัญหาระดับโครงสร้างที่มีความท้าทายสูง

อาทิ การขยายฐานภาษีจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มทุน กลไกขับเคลื่อนอยู่แค่บนกระดาษ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจหลายอย่างไม่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริง เนื่องจากติดขัดระบบราชการและการบริหารที่ไม่ดี ทั้งที่ความน่ากังวลตอนนี้มีมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยอาจพลิกขาดดุล 1.2% ต่อจีดีพีในปีนี้จากที่เคยเกินดุลในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยควบคุมได้จำกัด จึงควรเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดความเปราะบางในอนาคต

อย่างแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 แต่โอกาสดังกล่าวยังไม่ได้รับประกันว่าประเทศไทยจะเติบโตตามไปด้วย หากยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน ขณะที่การลงทุน AI และการค้าเทคโนโลยีอาจเป็นประโยชน์ต่อไทย

หากสามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการและแรงงานไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ IMF ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเหลือ 2.1% มองว่าตัวเลขดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับการประเมินของหลายสถาบันวิจัย คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.3%

“เป้าหมายในการเติบโตที่วางไว้ให้ได้ถึง 3% นั้น ก็ถือเป็นระดับที่ประเทศไทยควรทำให้ได้ หากภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 แม้เป้าหมายที่วางไว้ยังไม่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทยจริงๆ ก็ตาม” นณริฏระบุ

นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังชี้ว่า หากพิจารณาคำว่าปัญหาเชิงโครงสร้างและทำความเข้าใจให้ตรงกันนั้น ต้องยกข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างไว้อย่างชัดเจนคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเกิดจากการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ขาดประสิทธิภาพเป็นเวลานาน อาจเกิดจาก 3 ประเด็น ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ 2. ขาดการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากร เช่น แรงงาน และ 3. กฎเกณฑ์หรือกติกาทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพ

ทั้งหมดส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำหรือไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ เศรษฐกิจจึงเติบโตช้าและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

โดยปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม สะท้อนจากการส่งออกไทยที่ฟื้นตัวช้าและสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งคะแนน PISA1 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม OECD มากจากปัญหาคุณภาพแรงงาน และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรการผลิต อาทิ

1. การพัฒนาระบบการศึกษาและคุณภาพแรงงาน

2. การปรับกฎกติกาของภาครัฐเพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เช่น การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย และการเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐ

3. การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบคมนาคมเพื่อให้ต้นทุนด้านขนส่งลดลง

และ 4. การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของผู้ผลิต

“ปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องสามารถแก้ไขได้เร็วหากตั้งใจลงมือทำ อาทิ การปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย และการส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ขณะที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลานานและต้องอาศัยความตั้งใจจริงและต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษา และคุณภาพแรงงาน แต่หากทำได้สำเร็จก็จะช่วยพลิกฟื้นการใช้ทรัพยากรการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว” นณริฏเน้นย้ำ

ด้านภาคเอกชนที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และถือว่าเป็นกระบอกเสียงแทนผู้ประกอบการ หรือธุรกิจส่วนใหญ่ อย่าง *พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย* มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

พร้อมชี้ว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง อีกทั้งยังเผชิญกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปี 2568 ที่ยังไม่หมดลง แต่ต้องมาเจอน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ซ้ำเติมเข้าไปอีก อีกน่ากังวลว่าภาพต่อไปจะเป็นอย่างไร

ความน่ากังวลตอนนี้คือ โครงสร้างการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพมากเท่าที่ควร ขาดความต่อเนื่องและความชัดเจน รวมถึงความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตที่ทำให้ภาคเอกชนทนไม่ไหว จนต้องร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนเดินหน้าวาระ Zero Corruption เพราะว่าปัญหาคอร์รัปชั่นฝังลึกในระบบราชการและเศรษฐกิจไทย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมหาศาลต่อปี ส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law) และทำลายบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ

ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยังมองว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังคือ แก้ไขต้นตอของปัญหาทั้งหมดจากการทุจริต ยกระดับการต่อต้าน เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

“รัฐบาลต้องปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย เพื่อเดินหน้าสู่การเติบโตตามศักยภาพของตัวเอง” พจน์ทิ้งท้าย

เมื่อปัญหาถูกชี้ให้เห็นแบบเต็มตาพร้อมทางสว่างในการแก้ไข ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาอย่างจริงจังและจริงใจต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กับดัก ‘โตช้า-หนี้รุม’ สแกนแผลเป็น ศก.ไทย ถึงเวลารื้อทั้งโครงสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...