‘ลา โรช-โพเซย์’ และ ‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ สานต่อ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ ปีที่ 3 ยกระดับการดูแลผิวและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแล [Advertorial]
รู้หรือไม่ว่าระหว่างการรักษามะเร็ง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องรับมือไม่ได้มีเพียงตัวโรคเท่านั้น แต่ยังมี ‘ผลข้างเคียงทางผิวหนัง’ ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง คัน และระคายเคือง อาการเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับการรักษามะเร็ง แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องเผชิญความไม่สบายตัวอย่างต่อเนื่องจากปัญหาผิว อาจกระทบทั้งการใช้ชีวิต ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตระหว่างการรักษา
งานวิจัยในผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านมะเร็งจำนวน 375 คนในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Research and Treatment ปี 2018 พบว่า ผู้ป่วยในกลุ่มตัวอย่าง 61.4% มีปัญหาผิวแห้ง 38.1% มีอาการคัน และ 32.3% มีอาการแดง ผิวลอก หรือเจ็บบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า
ในประเทศไทย งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of the Medical Association of Thailand ปี 2018 ศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดจำนวน 89 คน พบว่า 27 คน หรือ 30.3% ได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากปัญหาทางผิวหนัง ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงมากที่สุด ตามการประเมินด้วย Dermatology Life Quality Index หรือ DLQI โดยอาการคัน เจ็บ แสบผิว และความรู้สึกอับอายหรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับสภาพผิว เป็นข้อกังวลที่พบบ่อย
Prof. Brigitte Dreno ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งจากประเทศฝรั่งเศส และประธานคณะกรรมการ ISKIMO อธิบายว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งก็มาพร้อมโจทย์ใหม่ในการดูแลผลข้างเคียง ยาและวิธีรักษาแต่ละชนิดอาจส่งผลต่อผิวหนังแตกต่างกัน การดูแลผู้ป่วยจึงต้องเดินควบคู่กัน ทั้งการรักษาตัวโรคและการจัดการอาการที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต
ความเจ็บปวดจากภาวะผิวแห้งกร้านรุนแรง ผิวอักเสบ ลอก บาง แสบร้อน หรืออาการคันจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต อาจฟังดูเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับตัวโรค แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้คือภาระทางกายและจิตใจที่บั่นทอนสภาพจิตใจ และศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
2 ทศวรรษของการศึกษาวิจัย เพื่อคืนความสบายให้ผิวผู้ป่วย
สำหรับ ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากฝรั่งเศสที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำเป็นอันดับ 1 การสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเป็นงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2007
โดยแบรนด์ได้เปิดศูนย์ดูแลผู้ป่วยหลังการรักษามะเร็งและจัดตั้งคณะทำงาน European Skin Management in Oncology (ESKIMO) ในปี 2013 เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบของการรักษามะเร็งต่อผิวหนัง
จากการศึกษาวิจัยตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ ลา โรช-โพเซย์ พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งกว่า 80% ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงทางผิวหนังจากการรักษา ตั้งแต่อาการคัน ผิวแห้งแตก แสบร้อน เล็บอักเสบ ผมร่วง ไปจนถึงแผลเป็นหลังการผ่าตัด และมีผู้ป่วยมากกว่า 50% จำเป็นต้องระงับหรือหยุดการรักษาชั่วคราวเนื่องจากผลข้างเคียงทางผิวหนัง
ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งต้องมองให้ไกลกว่าการรักษาตัวโรค แต่ต้องรวมถึงการสร้าง “ความสบายผิว” และการยกระดับคุณภาพชีวิต ระหว่างทางของผู้ป่วย
ก้าวสู่ปีที่ 3: สานต่อพันธมิตรและขยายการดูแลสู่ “ผู้ดูแล”
สิ่งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของ ลา โรช-โพเซย์ ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแล ผ่านโครงการ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ (Cancer Support by La Roche-Posay) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด ‘พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส’ (Healing Power of Touch) ด้วยความเชื่อว่าการสัมผัสอันอ่อนโยน การดูแลผิวด้วยความเข้าใจ และความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ สามารถส่งต่อพลังใจให้ผู้ป่วยรับรู้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง
แอนนี่ ลอว์ ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า
“ปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ที่เราได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society) ด้วยอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็ง รับมือกับโรคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น บทเรียนตลอด 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เราตระหนักว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เข้าใจผู้ป่วยอย่างแท้จริง และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อเข้าถึงผู้ป่วยและผู้ดูแลทั่วประเทศ
แม้ ลา โรช-โพเซย์ จะเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แต่เรามุ่งมั่นที่จะเข้าถึงผู้ป่วยมะเร็งทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งผิวหนัง เพราะผลข้างเคียงทางผิวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเท่านั้น ขณะเดียวกันเราก็ไม่เคยละเลยผู้ดูแลและครอบครัว ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในปีนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าเคียงข้างผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล เพื่อช่วยบรรเทาผลข้างเคียง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”
ด้าน ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เผยถึงทิศทางใหม่ของการทำงานหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสานต่อความช่วยเหลือเป็นปีที่ 3 ว่า จะขยายความร่วมมือเชิงรุกไปยัง พยาบาลและโรงพยาบาลต่างๆ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และการรับมือล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ผิวเกิดปัญหาก่อนแล้วจึงแก้ไข เพราะการดูแลผิวอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดการใช้ยาสเตียรอยด์ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตลอดระยะเวลาการรักษา
สำหรับมูลนิธิ ความร่วมมือนี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ Empower การเสริมสร้างพลังใจให้ผู้ป่วย Training การอบรมเพื่อดูแลคุณภาพชีวิต Screening การรณรงค์ตรวจคัดกรอง และ Policy การผลักดันนโยบายกับสิทธิการรักษา เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม
“ที่ผ่านมา เราทำงานร่วมกับชมรมผู้ป่วยโดยตรง แต่เราพบว่ายังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากตามโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูล และบุคคลสำคัญที่สุด ที่เป็นด่านหน้าดูแลผู้ป่วยก็คือ พยาบาลประจำวอร์ดมะเร็งทุกคนต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางและมีใบรับรอง พวกเขาคือคนที่เห็นหน้างานจริงว่าผู้ป่วยคนไหนได้รับยาตัวใด และจะมีผลข้างเคียงอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง”
The Healing Power of Touch: พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส
Healing Power of Touchไม่ได้พูดถึงการสัมผัสทางกายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความห่วงใย ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับคนที่อยู่เคียงข้าง การดูแลผิวของตัวเองหรือการได้รับความช่วยเหลือจากผู้ดูแลและคนรอบข้าง จึงอาจเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าตนเองได้รับความใส่ใจ
สำหรับ ลา โรช-โพเซย์ ความหมายของการดูแลจึงไม่ได้หยุดแค่ผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ แต่ยังส่งต่อไปถึงความรู้สึกของผู้ป่วยและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วันได้
แอนนี่มองว่า สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนทัศนคติที่มองผลข้างเคียงเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยต้องอดทนรับไว้เพียงลำพังโดยไม่จำเป็นต้องพูดถึง ทั้งที่ความไม่สบายผิว อาจกระทบการดำเนินชีวิต ความมั่นใจ และความรู้สึกต่อตัวเองในช่วงเวลาที่เปราะบาง
อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่าลา โรช-โพเซย์ ชวนให้มองการดูแลผิวในฐานะส่วนหนึ่งของการดูแลสนับสนุน หรือ Supportive Care
“เราไม่ได้บอกว่าการดูแลผิวสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ แต่หากเราสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายผิวขึ้น รักษาความมั่นใจไว้ได้ และได้รับการดูแลสนับสนุนที่เหมาะสม เราเชื่อว่าสิ่งนั้นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้อย่างมากในขณะที่พวกเขาดำเนินอยู่บนเส้นทางการรักษา เราจึงต้องการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการดูแลผิวของตนเอง และเราจะร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในระหว่างการรักษามะเร็ง”
ในมุมของศิรินทิพย์ ซึ่งเคยผ่านการรักษามะเร็งและทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วย ความไม่สบายผิวอาจกระทบไปถึงกิจกรรมที่ช่วยเติมพลังใจ ผู้ป่วยบางคนอยากออกจากบ้าน ไปพบผู้คนหรือเปลี่ยนบรรยากาศ แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมหรือไม่อยากให้ใครเห็นความเปลี่ยนแปลงของตนเอง จนค่อยๆ ถอยห่างจากชีวิตที่เคยคุ้น
“อาการคันที่รบกวนการนอน ความเจ็บหรือแสบผิว และความกังวลต่อรูปลักษณ์จึงอาจซ้ำเติมความเครียดที่เกิดจากโรค การดูแลให้รู้สึกสบายขึ้นไม่ได้มีความหมายเฉพาะทางกาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความพร้อมที่จะกลับไปทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของผู้ป่วยด้วย”
ยิ่งผู้ป่วยบางคนที่รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ลดลง ยิ่งส่งผลเสียต่อภาวะโภชนาการและการฟื้นฟูผิวโดยตรง ทำให้ผิวแห้งกร้านรุนแรง นำไปสู่อาการคันเรื้อรัง และเมื่อเกาจนเกิดแผลหรือเกิดแผลกดทับ ก็ยิ่งเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งอาจบานปลายไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการรักษาหรือรับยาในรอบถัดไปได้ตามแผนการรักษา”
ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล
ก้าวสู่ปีที่ 3 ของความร่วมมือ ลา โรช-โพเซย์ มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2 ล้านบาท พร้อมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวให้แก่ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เพื่อใช้จัดอบรมและสร้างระบบสนับสนุนการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล โดยตั้งเป้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวม 1,000 คน หรือเพิ่มขึ้นราว 20%
ศิรินทิพย์บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยครั้งไม่ใช่การที่ผู้ดูแลไม่พยายาม แต่คือการไม่รู้ว่าอาการที่คนในครอบครัวเผชิญมีวิธีรับมืออย่างไร หรือควรไปขอคำแนะนำจากใคร
“เวลาผู้ป่วยรับเคมีบำบัดหรือฉายแสง ผลข้างเคียงทางผิวหนัง เช่น ผิวแห้งลอก อาการคันรุนแรงจนนอนไม่ได้ มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในห้องตรวจ ผู้ป่วยและผู้ดูแลจึงต้องแก้ปัญหากันเอง ลองผิดลองถูก ซึ่งพอไม่มีอะไรรองรับ บางเคสอาการก็รุนแรงขึ้นเพราะขาดความรู้ที่ถูกต้อง มูลนิธิฯ จึงอยากเปลี่ยนกระบวนการใหม่ เป็นการทำงานเชิงรุกร่วมกับพยาบาลในวอร์ดคีโม เข้าไปช่วยแนะนำตั้งแต่ก่อนที่อาการผิวจะรุนแรง เพื่อรับมือปัญหาก่อนอาการรุนแรง”
เธอเน้นย้ำว่า ผู้ป่วยจะหายหรือไม่ผู้ดูแลคือคนสำคัญ เพราะชีวิตของผู้ป่วยต้องดำเนินต่อที่บ้าน ทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อน การอาบน้ำ ความไม่สบายผิว และความรู้สึกในแต่ละวัน
โดยปีนี้ โครงการได้ขยายขอบเขตการดูแลให้ครอบคลุมถึง “ผู้ดูแล” (Caregivers) และครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องแบกรับภาระและความท้าทายทางอารมณ์ไม่แพ้ผู้ป่วย ผ่านการสนับสนุนโครงการรณรงค์ให้ความรู้ บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของมูลนิธิฯ cancersupportthailand.com และเว็บไซต์ของแบรนด์ พร้อมจัดอบรมการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมถึงมอบผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิต
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่เราจะร่วมกันสร้างระบบดูแลที่ครอบคลุม ทั้งด้านองค์ความรู้ การเข้าถึงการรักษา และการดูแลต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้สกินแคร์เพื่อการฟื้นฟูกลายเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย”
ศิรินทิพย์เสริมว่าความร่วมมือจะมุ่งเน้นในปีนี้คือ สนับสนุนผลิตภัณฑ์และสื่อประกอบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเฉพาะทางมีรายละเอียดและชื่อที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป จึงร่วมมือกันจัดทำสื่ออธิบายเพิ่มเติม เพื่อเปลี่ยนข้อมูลซับซ้อนให้ย่อยง่าย และช่วยให้ผู้ป่วยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ต่อมาคือ อบรมกลุ่มแกนนำ เน้นไปที่กลุ่ม Leader หรือแกนนำผู้ป่วยที่ต้องทำหน้าที่ให้คำปรึกษารวมถึงผู้ที่ดูแลผู้ป่วยเป็นประจำ โดยเริ่มสร้างความเข้าใจเรื่องระบบและวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพื่อให้พวกเขานำไปส่งต่อความรู้ได้อย่างแม่นยำ และสุดท้ายคือ การดูแลจิตใจผ่าน Workshop และการสื่อสาร ผ่าน Experiential Workshop ให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เห็นว่าเมื่อเจอสถานการณ์จริง มีบาดแผลหรือผลข้างเคียงจริง ๆ ควรจัดการอย่างไร พร้อมทั้งเน้นเรื่องการสื่อสารในครอบครัว
สำหรับผู้ป่วยหรือผู้ดูแลที่สนใจเข้าร่วมโครงการในปีนี้ สามารถติดต่อผ่าน FB เพจของ Thai Cancer Society เพื่อสอบถามข้อมูล รับเอกสาร หรือขอคำแนะนำ ในการดูแลตัวเองได้ นอกจากนี้ยังมี LINE Group แยกตามกลุ่มโรคมะเร็ง เพียงแจ้งว่าท่านเป็นผู้ป่วยกลุ่มไหน ทีมงานจะเชิญเข้ากลุ่มเฉพาะ เพื่อให้ได้รับข้อมูลการดูแลที่ตรงกับโรคที่สุด
ส่วนผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมวิดีโอผ่านทาง YouTube ซึ่งมีแพทย์ผิวหนังมาให้คำแนะนำ ทั้งเรื่องการจัดการผลข้างเคียง และการสังเกตความผิดปกติของมะเร็งผิวหนัง รวมไปถึงเว็บไซต์หลักของโครงการ cancer-support.com/th ก็เป็นอีกช่องทางสำหรับผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแลที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลระหว่างเส้นทางการรักษา
คุณภาพชีวิตที่ไม่ควรถูกมองข้าม
เมื่อถามแอนนี่ว่าลา โรช-โพเซย์ ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ เธอบอกว่า อยากเห็นผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความรู้และความมั่นใจมากขึ้นในการดูแลผิวที่ได้รับผลกระทบจากการรักษา สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน และรับมือกับความไม่สบายผิวควบคู่ไปกับคำแนะนำของทีมแพทย์ได้
นั่นเป็นเหตุผลที่ปีนี้โครงการเดินหน้าทั้งการสร้างความตระหนักรู้และการขยายการเข้าถึง โดยไม่ได้มองเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง แต่รวมถึงครอบครัวและผู้ดูแลที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน ความร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งจึงเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อความรู้และการสนับสนุนให้ถึงคนกลุ่มนี้มากขึ้น
ในระยะยาว เธออยากเห็นความร่วมมือนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคม ให้การดูแลผิวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง แทนที่จะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องความงาม
“สำหรับเรา การเข้าถึงบอกเราว่าเราสัมผัสผู้คนได้มากเท่าใด แต่ผลกระทบจะบอกเราว่าเราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในชีวิตของพวกเขาหรือไม่ และนั่นคือวิธีที่เราต้องการใช้กำหนดความสำเร็จของโครงการนี้
ด้านศิรินทิพย์ มองว่าเป้าหมายของโครงการคือการทำให้การดูแลผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ผู้ป่วยเผชิญปัญหารุนแรงก่อนจึงเข้ามาช่วยเหลือ
จากประสบการณ์ทำงานกับผู้ป่วย เธอพบว่าหลายคนเลือกอดทนกับความเจ็บและความไม่สบายโดยไม่บอกใคร สิ่งที่มูลนิธิอยากเปลี่ยนจึงเริ่มจากการทำให้ผู้ป่วยรู้ว่า อาการเหล่านี้เป็นเรื่องที่พูดคุยกับทีมรักษาได้ และมีแนวทางช่วยบรรเทาอย่างเหมาะสม หัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้ป่วยเห็นว่า คุณภาพชีวิตระหว่างการรักษาเป็นเรื่องที่มีความหมาย
“ผู้ป่วยมะเร็งและญาติมีสิทธิที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะหายหรือไม่หายจากมะเร็ง ไม่ว่าจะมีฐานะหรือการศึกษาอย่างไร ทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการดูแลที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”
เธอมองว่า เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ความต้องการดูแลผู้ป่วยมะเร็งจะเป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือ ทั้งภาระของระบบสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษา และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะการเจ็บป่วยร้ายแรงเป็นภาระที่หลายคนไม่ได้เตรียมทรัพยากรไว้รองรับ
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนจึงควรเดินหน้าควบคู่กัน ทั้งการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในชีวิตประจำวัน และการพัฒนาระบบดูแลที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วยเมื่อเกิดโรค
“นโยบายไม่ควรมองเฉพาะเรื่องยาหรือการรักษา แต่ต้องนำเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเข้ามาอยู่ในระบบด้วย”
หนึ่งในความคาดหวังของเธอคือการขยายความครอบคลุมของสิทธิไปสู่สิ่งจำเป็นที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิต เช่น ถุงหน้าท้องสำหรับผู้ที่มีทวารเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการลดผลข้างเคียง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องรับเพิ่มเติมจากการรักษา
“สิ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับผลข้างเคียงและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ควรเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิการดูแล ไม่ใช่มองเพียงสิทธิการรักษา แต่ต้องรวมถึงสิทธิที่จะได้รับการดูแลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย”
ในอีกด้านหนึ่ง แอนนี่สะท้อนว่า เรื่องราวของผู้ที่ผ่านการรักษามะเร็งทำให้เห็นถึงความเข้มแข็งในการเผชิญช่วงเวลาท้าทาย บางคนต้องอยู่กับโรค และการรักษานานกว่า 10 ปี การสนับสนุนจึงต้องมองเห็นทั้งผู้ป่วยและคนที่คอยประคับประคองอยู่ข้างๆสำหรับเธอผู้ป่วยและผู้ดูแลคือ ‘นักสู้’ ที่ควรได้รับทั้งกำลังใจ และการสนับสนุน
ท้ายที่สุด ‘พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส’ จึงไม่ได้หมายถึงการทำให้ความยากลำบากทั้งหมดหายไป แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างมีความรู้ เครื่องมือ และความมั่นใจในการดูแลกันมากขึ้น เพื่อให้ระหว่างทางของการรักษายังมีพื้นที่สำหรับความสบาย ความเข้าใจ และชีวิตที่มีความหมาย
อ้างอิง: