อว. ดันงานวิจัยตอบโจทย์ประชาชน ลดต้นทุนเกษตรสูงสุด 60% เร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง สร้างโอกาสศก.ไทย
ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อรายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2565–2568 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเสนอให้เร่งนำงานวิจัยแก้ปัญหาภาคเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาทักษะประชาชนให้ทันยุค AI สอดคล้องกับทิศทางรัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การกำกับดูแลของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มุ่งผลักดันองค์ความรู้และงานวิจัยให้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำเสนอ 7 นวัตกรรมเกษตรและการแปรรูป พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในจังหวัดกำแพงเพชร อาทิ ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดที่ช่วยลดต้นทุนได้สูงสุด 60% เทคโนโลยีผลิตต้นกล้ามันสำปะหลังปลอดโรคใบด่าง และนวัตกรรมกล้วยต้นเตี้ยที่ช่วยลดความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่าน Skill Bridge ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการพัฒนาทักษะ AI เพื่อให้คนวัยทำงานเพิ่มพูนทักษะและต่อยอดอาชีพได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ทั้งหมด พร้อมร่วมมือกับกระทรวงแรงงานตั้งเป้าพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 10,000 คน ภายใน 5 ปี รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นอกจากนี้ การเข้าร่วม Human Capital Project ของธนาคารโลก ยังมุ่งพัฒนาคนตั้งแต่เด็กปฐมวัย ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อพัฒนาครูและศูนย์เด็กเล็ก ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และวางรากฐานศักยภาพคนไทยในระยะยาว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องการกระจายทุนวิจัยสู่ภูมิภาค การแก้ปัญหาโรคพืช การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการยกระดับสินค้าชุมชนสู่สินค้า GI เป็นประเด็นสำคัญที่ควรต่อยอด โดยต้องพัฒนากลไกให้หน่วยงานวิจัยเข้าถึงปัญหาในพื้นที่ได้รวดเร็ว พร้อมติดตามผลว่าเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพได้จริงเพียงใด
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งให้ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์และงานวิจัยวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน ไม่ใช่เพียงจำนวนผลงานวิจัย แต่ต้องเป็นองค์ความรู้ที่นำไปใช้แก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง