การแพทย์ในภาคอีสานเมื่อ 90 ปีก่อน ล้าหลังจนหมอจากกรุงเทพฯ “กลุ้มใจจนบางเวลาอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป”
การแพทย์ในภาคอีสานเมื่อ 90 ปีก่อน ล้าหลังจนหมอจากกรุงเทพฯ “กลุ้มใจจนบางเวลาอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป”
หากไม่นับรวมบรรยากาศของผู้ป่วยที่อัดแน่นตามโรงพยาบาลของรัฐแล้ว คนในยุคปัจจุบันอาจคุ้นเคยกับการแพทย์ที่ทันสมัยและสะดวกสบาย ทั้งยารักษาโรคก็สามารถหาได้ง่ายตามร้านขายยาที่มีอยู่เกือบทุกมุมถนน แต่เมื่อย้อนกลับไปราว 90 ปีก่อน การแพทย์สมัยใหม่ของไทยกลับแตกต่างจากปัจจุบันนี้มากจนเราอาจคาดไม่ถึง และยิ่งในชนบทด้วยแล้วก็ยิ่งยากจะจินตนาการ
ย้อนกลับไปในราวปี 2473-2477 (หรือ 2478 ตามปฏิทินใหม่) ม.ล. เต่อ สนิทวงศ์ นายแพทย์จากกรมสาธารณสุขได้รับคำสั่งให้ไปประจำการที่จังหวัดมหาสารคามและอุบลราชธานีตามลำดับ ในตำแหน่งแพทย์หลวงประจำจังหวัดควบกับตำแหน่งสาธารณสุขจังหวัด ท่านได้บันทึกไว้ว่า การแพทย์ในจังหวัดเหล่านี้ “มันแสนจะล้าหลัง”จนเกือบทำให้ท่าน “กลุ้มใจจนบางเวลาอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป”
ความล้าหลังทางการแพทย์ที่ ม.ล. เต่อ ได้พบเมื่อครั้งอยู่ที่มหาสารคามและอุบลราชธานีมีตั้งแต่ปัญหาขาดแคลนยา ทัศนคติของคนท้องถิ่นต่อการแพทย์สมัยใหม่ สุขศาลาและบ้านพักนายแพทย์ทรุดโทรม และสภาพการทำงานที่ติดขัดยุ่งยาก เพราะรัฐบาลขาดงบประมาณ การติดต่อสื่อสารและการคมนาคมระหว่างภาคอีสานกับกรุงเทพฯ ที่ยากลำบาก และระบบงานที่แพทย์หลวงประจำจังหวัดคนก่อน ๆ วางไว้ก็ไม่เป็นระบบระเบียบ
ปัญหาสุขภาพที่คนมหาสารคามและอุบลราชธานีเมื่อราว 90 ปีก่อนเป็นกันมากคือ โรคขาดวิตามินบีและโรคพยาธิ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนเสียชีวิต ปัญหาข้างต้นนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค (ไม่ชอบกินข้าวซ้อมมือที่มีวิตามินบีและกินอาหารดิบ) และทัศนคติที่ต่อต้านองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ดังที่ ม.ล. เต่อ บันทึกว่า
“(จังหวัดมหาสารคาม – ผู้เขียน) มีโรคเหน็บชามากไม่แพ้จังหวัดอุบลราชธานี ที่ข้าพเจ้าไปอยู่ถัดจากจังหวัดนี้ไป และมักจะตายด้วยโรคนี้เมื่อมันไปเล่นงานเอาหัวใจเข้าเรียกว่า Cardiac Beri Beri ถ้ามี Vitamin B1 ฉีดเข้าหลอดเลือดดำก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่ก็ไม่มีเลยสำหรับสมัยนั้น สาเหตุของโรคนี้ก็คือ ขาดธาตุหรือสารไวตามิน บี นั่นเอง โดยเฉพาะไวตามิน บี1 เป็นด้วยบริโภคข้าวที่สีจากโรงสีไฟ ถ้าให้ใช้ข้าวแดงคือข้าวสีด้วยมือ นักโทษก็ไม่ชอบบริโภคเพราะมันยังมีเยื่อหุ้มเม็ดข้าว (Pericarp) เมื่อหุงเสร็จแล้วเอามาปั้นให้เป็นก้อน จิ้มน้ำปลาร้าไม่ได้”
อีกปัญหาที่พบคือ เด็กเกิดใหม่เสียชีวิตหลายรายด้วยโรคบาดทะยัก เนื่องจากไม่มีองค์ความรู้การทำคลอดที่ถูกต้อง ดังที่ ม.ล. เต่อ บันทึกว่า
“นอกจากนี้ทารกที่เกิดใหม่(ในจังหวัดอุบลราชธานี – ผู้เขียน) ตายกันมากน่าตกใจ ส่วนใหญ่ตายเพราะบาดทะยัก เนื่องมาจากการขาดแคลนแพทย์ และใช้หมอตำแยที่ไม่มีความรู้ เวลาเด็กคลอดแล้วเขาก็จัดการวิ่งลงไปหาไม้รวกหรือเปลือกหอย ที่ใต้ถุนบ้านหรือหลังบ้าน เอามาทั้ง ๆ ที่ยังสกปรกอยู่อย่างนั้นแหละตัดสายสะดือ แล้วก็เอาเชือกสกปรกผูกสายสะดือ แล้วเลิกสาด (เสื่อ) เอามือโกยขี้ผงใต้เสื่อโรยสะดือเด็ก แล้วเด็กจะไม่เป็นบาดทะยักได้ยังไง”
การแพทย์ในภาคอีสานถูกมองว่าล้าหลังมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงช่วงทศวรรษ 2500 ที่ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก ซึ่งกำหนดให้การพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ การแพทย์ของภูมิภาคนี้จึงพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบและก้าวหน้า อันเนื่องมาจากการสนับสนุนด้านการพัฒนาจากองค์การสหประชาชาติและชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา
อ่านเพิ่มเติม :
- หมอแมคฟาร์แลนด์ “อิฐก้อนแรกของศิริราช” บันทึกเล่าการแพทย์(สมัยใหม่)ยุคบุกเบิกในไทย
- รากฐานการแพทย์-สาธารณสุขไทย จากยุคกรมหมอหลวง สู่โรงพยาบาลที่ราษฎรเข้าถึง
- ขยายบริการแพทย์สู่ภูมิภาค งานแรกๆ ของคณะราษฎรหลัง 2475
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กนก ยะสารวรรณ. “การบริหารงานพัฒนาการอนามัยท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2503-2505.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ม.ป.ป.
เต่อ สนิทวงศ์, ม.ล. “การแพทย์เมื่อ 40 ปีเศษในจังหวัดมหาสารคามและอุบลราชธานี ในระหว่าง พ.ศ. 2473-77.” ใน อนุสรณ์ พระราชทานเพลิงศพ ม.ล.ทวีวัฒน์ สนิทวงศ์ และฌาปนกิจศพ คุณแม่ปลั่ง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ณ เมรุวัดธาตุทอง 29 พฤษภาคม 2517, 77-127. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2517.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 ตุลาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแพทย์ในภาคอีสานเมื่อ 90 ปีก่อน ล้าหลังจนหมอจากกรุงเทพฯ “กลุ้มใจจนบางเวลาอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com