จับตาไทยลงทุน SMR 9,000 เมกฯ สนพ.เร่งศึกษาโมเดลเงินทุน ดึงเอกชนร่วมลดความเสี่ยง
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกระทรวงพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษในงาน IAEA–United States Regional Workshop on Scaling SMR Deployment : From FOAK to NOAK Financing Models ภายใต้หัวข้อ “โอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR Opportunities in Thailand) การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การผลิตไฟฟ้าสะอาด และการเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน“ ว่า การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังแสวงหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาระบบพลังงานแห่งอนาคตให้มีความมั่นคง มีต้นทุนที่เหมาะสม และมีความยั่งยืน
เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactors (SMR) ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจ และมีศักยภาพในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าสะอาด การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
พลังงานไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน
ปัจจุบัน ภาคพลังงานของประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีความท้าทายหลัก 2 ประการ ประกอบด้วย
ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs)
ความจำเป็นในการเร่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการรักษาระดับค่าไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และการสร้างความมั่นคงเชื่อถือได้ให้กับระบบไฟฟ้า โดยประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าก็จะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แม้ว่าระบบกักเก็บพลังงานและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยจะเป็นองค์ประกอบที่จำเป็น แต่การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ เพื่อทำหน้าที่เสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP2026 โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย
- Security — ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง เชื่อถือได้ และเพียงพอต่อความต้องการ
- Economy — ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า
- Ecology — ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
PDP2026 พิจารณาพลังงานหมุนเวียน 65-89%
ภายใต้ร่างแผน PDP2026 ประเทศไทยกำลังพิจารณาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 65–89% ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและสถานการณ์ที่ใช้ในการวางแผนแต่ละกรณี
นอกจากนี้ ร่างแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่สามารถช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR
การบรรจุเทคโนโลยี SMR ไว้ในร่างแผน PDP2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายทางเลือกด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทยในอนาคต
เทคโนโลยี SMR มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ผ่านการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่มีขนาดเล็กลงและใช้ระบบโมดูลาร์
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีดังกล่าวอาจมีบทบาทในการเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านไฟฟ้าในระดับภูมิภาค ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้ร่างแผน PDP2026 ประเทศไทยได้กำหนดกรอบสมมติฐานกำลังผลิตไฟฟ้าจาก SMR และพลังงานนิวเคลียร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีศักยภาพในการพิจารณารวมประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ กระจายอยู่ใน 5 ภูมิภาค
นำร่อง SMR กำลังผลิต 300 เมกฯ
โดยกรอบการวางแผนดังกล่าวเริ่มต้นจากข้อเสนอโครงการนำร่องขนาดกำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. 2037 หรือ พ.ศ. 2580 ก่อนพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังผลิตในระยะต่อไป
ขอเน้นย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสมมติฐานเพื่อประกอบการวางแผนภายใต้ร่าง PDP2026 เท่านั้น ไม่ใช่ข้อผูกพันด้านการลงทุนหรือการอนุมัติดำเนินโครงการขั้นสุดท้าย การดำเนินงานจริงในอนาคตจะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญอย่างรอบด้าน ทั้งความพร้อมของเทคโนโลยี การประเมินความปลอดภัย กรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการยอมรับของประชาชน
การเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้พลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องดำเนินการอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ โดยต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง การมีหน่วยงานที่มีศักยภาพ บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ในประเด็นดังกล่าวนี้ แนวทางและมาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพออีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ การสร้างความมั่นใจว่าโครงการ SMR จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโครงการที่ดำเนินการเป็นครั้งแรก หรือ First-of-a-Kind (FOAK) ไปสู่การดำเนินโครงการในลำดับต่อ ๆ ไปที่ใช้เทคโนโลยีรูปแบบเดียวกัน หรือ Nth-of-a-Kind (NOAK)
โครงการ FOAK มักเผชิญกับความท้าทายด้านเงินลงทุนเริ่มต้นที่สูง ความไม่แน่นอนในกระบวนการก่อสร้าง และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาและมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน การสั่งสมประสบการณ์ และการดำเนินโครงการในรูปแบบเดียวกันอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้ในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การลงทุนด้านพลังงานในอนาคตทุกประเภทจำเป็นต้องผ่านการประเมินอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการผลักภาระต้นทุนที่ไม่สมเหตุสมผลไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า
เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานเหล่านี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ปล่อยคาร์บอนต่ำ และมีต้นทุนที่สมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนารูปแบบการจัดหาเงินทุนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และการจัดสรรความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
แนวทางที่ควรศึกษาเพิ่มเติม ได้แก่ รูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน กลไกการแบ่งปันความเสี่ยง เครื่องมือทางการเงินและมาตรการลดความเสี่ยงจากธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Banks) ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Credit Agencies)
”ในความคิดเห็นส่วนตัวทองว่า การเปลี่ยนผ่านจาก FOAK ไปสู่ NOAK ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายด้านวิศวกรรมหรือการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ใช้ไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุด คือประชาชน“
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านสถาบันและกลไกการบริหารจัดการจึงเป็นภารกิจสำคัญของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการพิจารณารูปแบบการจัดตั้งหรือการดำเนินงานขององค์กรรับผิดชอบการดำเนินโครงการพลังงานนิวเคลียร์ระดับชาติ หรือ Nuclear Energy Programme Implementing Organization (NEPIO) รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถาบันทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
โอกาสสำคัญไทย 3 มิติ
เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นว่าเทคโนโลยี SMR สามารถสร้างโอกาสสำคัญให้กับประเทศไทยได้ใน 3 มิติ ประกอบด้วย
- การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยี SMR ควรได้รับการประเมินในฐานะส่วนหนึ่งของระบบพลังงานสะอาดที่มีความหลากหลาย ควบคู่ไปกับพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีด้านพลังงานประเภทอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
- การพัฒนาอุตสาหกรรมและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีเสถียรภาพและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกิดใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในระยะยาว
- การเตรียมความพร้อมด้านสถาบันและการเงิน การศึกษาและพิจารณาเทคโนโลยี SMR เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และศึกษารูปแบบการจัดหาเงินทุนที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งอาจมีบทบาทสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในอนาคต
ระบบพลังงานของประเทศไทยในอนาคตจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการผสมผสานทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดระบบไฟฟ้าที่มีความสมดุล มีความมั่นคง เชื่อถือได้ มีต้นทุนที่เหมาะสม และมีความยั่งยืน
เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ โดยเฉพาะประเด็นรูปแบบการจัดหาเงินทุน และการเปลี่ยนผ่านจากโครงการ FOAK ไปสู่ NOAK จะก่อให้เกิดองค์ความรู้และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค