โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตาไทยลงทุน SMR 9,000 เมกฯ สนพ.เร่งศึกษาโมเดลเงินทุน ดึงเอกชนร่วมลดความเสี่ยง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกระทรวงพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษในงาน IAEA–United States Regional Workshop on Scaling SMR Deployment : From FOAK to NOAK Financing Models ภายใต้หัวข้อ “โอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR Opportunities in Thailand) การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การผลิตไฟฟ้าสะอาด และการเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน“ ว่า การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังแสวงหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาระบบพลังงานแห่งอนาคตให้มีความมั่นคง มีต้นทุนที่เหมาะสม และมีความยั่งยืน

เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactors (SMR) ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจ และมีศักยภาพในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าสะอาด การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

พลังงานไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน

ปัจจุบัน ภาคพลังงานของประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีความท้าทายหลัก 2 ประการ ประกอบด้วย

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs)

  • ความจำเป็นในการเร่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการรักษาระดับค่าไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และการสร้างความมั่นคงเชื่อถือได้ให้กับระบบไฟฟ้า โดยประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าก็จะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น แม้ว่าระบบกักเก็บพลังงานและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยจะเป็นองค์ประกอบที่จำเป็น แต่การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ เพื่อทำหน้าที่เสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

จับตาไทยลงทุน SMR 9,000 เมกฯ สนพ.เร่งศึกษาโมเดลเงินทุน ดึงเอกชนร่วมลดความเสี่ยง

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 หรือ PDP2026 โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

  • Security — ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง เชื่อถือได้ และเพียงพอต่อความต้องการ
  • Economy — ความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า
  • Ecology — ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

PDP2026 พิจารณาพลังงานหมุนเวียน 65-89%

ภายใต้ร่างแผน PDP2026 ประเทศไทยกำลังพิจารณาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 65–89% ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและสถานการณ์ที่ใช้ในการวางแผนแต่ละกรณี

นอกจากนี้ ร่างแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่สามารถช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR

จับตาไทยลงทุน SMR 9,000 เมกฯ สนพ.เร่งศึกษาโมเดลเงินทุน ดึงเอกชนร่วมลดความเสี่ยง

การบรรจุเทคโนโลยี SMR ไว้ในร่างแผน PDP2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายทางเลือกด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทยในอนาคต

เทคโนโลยี SMR มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ผ่านการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่มีขนาดเล็กลงและใช้ระบบโมดูลาร์

สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีดังกล่าวอาจมีบทบาทในการเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านไฟฟ้าในระดับภูมิภาค ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ร่างแผน PDP2026 ประเทศไทยได้กำหนดกรอบสมมติฐานกำลังผลิตไฟฟ้าจาก SMR และพลังงานนิวเคลียร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีศักยภาพในการพิจารณารวมประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ กระจายอยู่ใน 5 ภูมิภาค

นำร่อง SMR กำลังผลิต 300 เมกฯ

โดยกรอบการวางแผนดังกล่าวเริ่มต้นจากข้อเสนอโครงการนำร่องขนาดกำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. 2037 หรือ พ.ศ. 2580 ก่อนพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังผลิตในระยะต่อไป

ขอเน้นย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสมมติฐานเพื่อประกอบการวางแผนภายใต้ร่าง PDP2026 เท่านั้น ไม่ใช่ข้อผูกพันด้านการลงทุนหรือการอนุมัติดำเนินโครงการขั้นสุดท้าย การดำเนินงานจริงในอนาคตจะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญอย่างรอบด้าน ทั้งความพร้อมของเทคโนโลยี การประเมินความปลอดภัย กรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการยอมรับของประชาชน

การเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้พลังงานนิวเคลียร์จำเป็นต้องดำเนินการอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ โดยต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง การมีหน่วยงานที่มีศักยภาพ บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

ในประเด็นดังกล่าวนี้ แนวทางและมาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพออีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ การสร้างความมั่นใจว่าโครงการ SMR จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโครงการที่ดำเนินการเป็นครั้งแรก หรือ First-of-a-Kind (FOAK) ไปสู่การดำเนินโครงการในลำดับต่อ ๆ ไปที่ใช้เทคโนโลยีรูปแบบเดียวกัน หรือ Nth-of-a-Kind (NOAK)

จับตาไทยลงทุน SMR 9,000 เมกฯ สนพ.เร่งศึกษาโมเดลเงินทุน ดึงเอกชนร่วมลดความเสี่ยง

โครงการ FOAK มักเผชิญกับความท้าทายด้านเงินลงทุนเริ่มต้นที่สูง ความไม่แน่นอนในกระบวนการก่อสร้าง และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาและมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน การสั่งสมประสบการณ์ และการดำเนินโครงการในรูปแบบเดียวกันอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้ในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย การลงทุนด้านพลังงานในอนาคตทุกประเภทจำเป็นต้องผ่านการประเมินอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการผลักภาระต้นทุนที่ไม่สมเหตุสมผลไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า

เป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานเหล่านี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ปล่อยคาร์บอนต่ำ และมีต้นทุนที่สมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนารูปแบบการจัดหาเงินทุนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และการจัดสรรความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

แนวทางที่ควรศึกษาเพิ่มเติม ได้แก่ รูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน กลไกการแบ่งปันความเสี่ยง เครื่องมือทางการเงินและมาตรการลดความเสี่ยงจากธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Banks) ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก (Export Credit Agencies)

”ในความคิดเห็นส่วนตัวทองว่า การเปลี่ยนผ่านจาก FOAK ไปสู่ NOAK ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายด้านวิศวกรรมหรือการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ใช้ไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุด คือประชาชน“

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านสถาบันและกลไกการบริหารจัดการจึงเป็นภารกิจสำคัญของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการพิจารณารูปแบบการจัดตั้งหรือการดำเนินงานขององค์กรรับผิดชอบการดำเนินโครงการพลังงานนิวเคลียร์ระดับชาติ หรือ Nuclear Energy Programme Implementing Organization (NEPIO) รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสถาบันทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง

โอกาสสำคัญไทย 3 มิติ

เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นว่าเทคโนโลยี SMR สามารถสร้างโอกาสสำคัญให้กับประเทศไทยได้ใน 3 มิติ ประกอบด้วย

  • การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทคโนโลยี SMR ควรได้รับการประเมินในฐานะส่วนหนึ่งของระบบพลังงานสะอาดที่มีความหลากหลาย ควบคู่ไปกับพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีด้านพลังงานประเภทอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีเสถียรภาพและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกิดใหม่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในระยะยาว
  • การเตรียมความพร้อมด้านสถาบันและการเงิน การศึกษาและพิจารณาเทคโนโลยี SMR เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และศึกษารูปแบบการจัดหาเงินทุนที่เป็นนวัตกรรม ซึ่งอาจมีบทบาทสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในอนาคต

ระบบพลังงานของประเทศไทยในอนาคตจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการผสมผสานทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดระบบไฟฟ้าที่มีความสมดุล มีความมั่นคง เชื่อถือได้ มีต้นทุนที่เหมาะสม และมีความยั่งยืน

เชื่อว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ โดยเฉพาะประเด็นรูปแบบการจัดหาเงินทุน และการเปลี่ยนผ่านจากโครงการ FOAK ไปสู่ NOAK จะก่อให้เกิดองค์ความรู้และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...