โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โกวิท ศรีไพโรจน์” อัยการสูงสุด ชู 4 นโยบายรับตำแหน่ง ยึดมั่นหลักนิติธรรม-ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน

เดลินิวส์

อัพเดต 9 ตุลาคม 2569 เวลา 23.23 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“โกวิท ศรีไพโรจน์” อัยการสูงสุดคนใหม่ แถลงชู 4 นโยบาย ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็น “อัยการของชาติและประชาชน” ลั่นอัยการต้องกล้าสั่งไม่ฟ้องคดีตามพยานหลักฐานไม่พอ ไม่ใช่เอาคนเข้าคุกไปก่อน ยอมรับองค์กรอัยการหนีการเมืองไม่พ้น แต่ยันไม่มีทางมาสั่งไปซ้าย-ขวาได้ พร้อมแนะนำทีมโฆษกชุดใหม่พบปะสื่อ

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ได้แถลงนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2571 หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นอัยการสูงสุดคนที่ 21 โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ สำนักงานในส่วนกลาง อธิบดีอัยการภาค และผู้อำนวยการสำนักงานต่างๆ เข้าร่วมรับฟัง ณ ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 1 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ และถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ไปยังข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศอีกด้วย

นายโกวิท กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งอาชญากรรมรูปแบบใหม่ อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาการทุจริต ตลอดจนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ล้วนเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรอัยการรวมถึงข้าราชการฝ่ายอัยการจะต้องก้าวให้ทันและพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจและร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจ

สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ 2571 ได้กำหนดนโยบายการบริหารงานไว้ 4 เรื่อง ภายใต้แนวคิด “อัยการของชาติและประชาชน” คือ

เรื่องที่ 1 สานภารกิจเดิม เร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่ง ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเชิงรุกของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) พร้อมทั้งการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมของบุคลากร และลดขั้นตอนในกระบวนการทำงานสู่ระบบไร้กระดาษทุกหน่วยงานทั่วประเทศ

เรื่องที่ 2 เสริมภารกิจใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์รัฐในการบังคับคดีแพ่งและคดีปกครอง เพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานอัยการในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคดีด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายและอนุบัญญัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรม และยกระดับการสั่งคดีให้ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน

เรื่องที่ 3 ให้ประชาชนเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยยกระดับระบบฐานข้อมูลกลาง เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่องค์กรอัยการยุคดิจิทัล (Smart OAG) พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้ประชาชนติดตามสถานะคดีด้วยระบบออนไลน์ (OAG Tracking) และส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ

เรื่องที่ 4 ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร เสริมสร้างความผูกพันและสุขภาวะในการทำงานของบุคลากร ปลูกฝังวัฒนธรรมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อสังคมตามค่านิยมร่วม “PUBLIC” (P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง, U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม, B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา, L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล, I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส, C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย) ทั้ง 4 เรื่อง ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มุ่งอำนวยความยุติธรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก และทันต่อสถานการณ์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรในการเป็น “อัยการของชาติและประชาชน”

จากนั้น อัยการสูงสุด ได้พบปะและชี้แจงแนวทางการสื่อสารภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดกับสื่อมวลชน และเปิดเผยถึงการสานต่อภารกิจเดิมของอดีตอัยการสูงสุด อาทิ นโยบายของอดีตอัยการสูงสุดทั้ง น.ส.นารี ตัณฑเสถียร เรื่อง upskill reskill การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอัยการให้มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องคดีโดยเฉพาะ และนายอิทธิพร แก้วทิพย์ เกี่ยวกับการเร่งรัดการสั่งคดีและการที่อัยการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเพื่อให้รู้ถึงพยานหลักฐาน เนื่องจากที่ผ่านมาเรารับฟังแต่พยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนอย่างเดียว แต่เมื่อถึงศาลปรากฏว่าพยานอ้างกับศาลว่าโดนโน้มน้าวจูงใจในชั้นสอบสวนจนศาลยกฟ้อง ถ้าอัยการเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก็จะได้ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน

นอกจากนี้นายโกวิท ยังให้นโยบายไปถึงผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อสื่อไปถึงอัยการทั่วประเทศ ในแนวทางการพิจารณามีคำสั่งทางคดีว่า พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียดไม่ใช่การยื่นฟ้องไปก่อน เนื่องจากมองว่าการที่อัยการมีการฟ้องคดีไปก่อนเป็นการเพิ่มต้นทุนงบประมาณเอกสาร รวมถึงระยะเวลาและเพิ่มคดีให้กับฝ่ายตุลาการ เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นว่าคดีที่อัยการฟ้องเข้าในศาลยกฟ้องไป 40% พนักงานอัยการต้องกล้าใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องในคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยตัวผู้กระทำผิด เพียงแต่ให้อัยการดูพยานหลักฐานให้ละเอียดมากขึ้น ให้มากถึง 80% ก่อนค่อยสั่งฟ้อง

นายโกวิท กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนเข้าใจหัวอกของผู้เสียหายว่าอยากให้มีการฟ้องคดีในข้อหาที่รุนแรง แต่ที่ผ่านมาหากดูกันจริง ๆ พนักงานอัยการจะต้องฟ้องผู้ต้องหาให้ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟ้องข้อหาที่หนักกว่าความเป็นจริง เพราะหากอัยการฟ้องข้อหาที่รุนแรงเกินความเป็นจริงก็จะเกิดผลเสียต่อรูปคดีและศาลจะยกฟ้อง

นอกจากนี้ นายโกวิทยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ในยุคบริหารของตนเองจะปลอดเรื่องการเมืองหรือไม่ ว่า ประเทศไทยเราปกครองด้วย 3 อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อัยการก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีสายบังคับบัญชา ต้องยอมรับว่าเรื่องการเมือง ฝ่ายบริหารมีผลต่อหน่วยงานและประชาชนทุกคน ที่ผ่านมามีคดีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปราม คำถามว่าเราจะปลอดการเมืองได้หรือไม่ ต้องบอกว่าเราหนีการเมืองไม่พ้น อย่าว่าแต่อัยการเลย ประชาชนก็หนีการเมืองไม่ได้ แต่จะให้มาสั่งให้ชี้ซ้าย-ชี้ขวา ตนยืนยันว่าไม่มีทาง จะทำในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมที่จะเปิดสำนวนให้ดูข้อเท็จจริงและพร้อมจะเปิดเผยให้ทุกคนทราบได้

จากนั้น อัยการสูงสุด ได้พบปะและชี้แจงแนวทางการสื่อสารภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดกับสื่อมวลชน พร้อมเปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ, นางสาวเบญจรัตน์ เนติโพธิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ, นายทรงพล สุวรรณพงศ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายทีปกร โกมลพันธ์พร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ และนางสาววนาทิพย์ วาเซอร์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งจะเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ หรือการดำเนินงานขององค์กรแก่สื่อมวลชนและประชาชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการดำเนินงานเพื่อความยุติธรรมต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...