รมว. คลัง คาดไทยเข้าเป้าลดขาดดุลเหลือต่ำกว่า 3% ต่อ GDP เร็วขึ้น
รมว.คลัง เผยฐานะการคลังปี 2569 ขาดดุลงบประมาณลดลงเหลือ 3.4% ต่อ GDP ดีเกินคาด คาดอาจลดการขาดดุลเหลือ 3% ต่อ GDP ได้ก่อนเป้าหมายในปี 2572 เตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง
22 ต.ค. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของไทยล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หลังสิ้นสุดปีงบประมาณ 2569 พบว่าตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.4% ของ GDP จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.4% ของ GDP ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ
“จากตัวเลขดังกล่าวที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้เป้าหมายการลดการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในระดับ 3% ของ GDP มีแนวโน้มจะบรรลุผลสำเร็จได้เร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่เคยกำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางที่คาดว่าจะอยู่ในปีพ.ศ. 2572”
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำตัวเลขฐานะการคลังล่าสุดไปปรับปรุงและทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางรอบใหม่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ตามวงรอบการทำงานปกติ
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ตัวเลขฐานะการคลังที่เข้มแข็งดังกล่าวยังส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาล ของไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยพบว่าอัตราดอกเบี้ยหรือต้นทุนการกู้เงินระยะยาว 10 ปีของรัฐบาลไทยอยู่ที่ประมาณ 3.3% - 3.4% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาที่อยู่ระดับ 5.2% หรือฝรั่งเศสที่สูงเกือบ 5% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อวินัยการเงินการคลังของไทย
ส่วนประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้สาธารณะที่อาจทะลุกรอบในอนาคตตามการประเมินของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์นั้น ดร. เอกนิติ ชี้แจงว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับเนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้แผนบริหารจัดการการคลังของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก