เช็กก่อนสาย! เจาะลึก 7 วิธีตรวจ“โรคหัวใจ” เทคโนโลยีไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก "โรคหัวใจ" ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนทั่วโลกจึงได้รับการพัฒนาวิธีการตรวจรักษาให้มีความแม่นยำ วันนี้มาไขข้อข้องใจว่า การตรวจหัวใจแต่ละแบบเหมาะกับใคร และมีข้อดีอย่างไรบ้าง
1. การตรวจหาและรักษาปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors Screening)
คืออะไร: การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลและไขมัน และวัดความดันโลหิต
เหมาะกับใคร: ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดแล้วหรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
ข้อดี: เป็นขั้นตอนที่ทำได้ง่าย มีความคุ้มค่า และช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ
2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram (ECG))
คืออะไร: การตรวจการนำไฟฟ้าของหัวใจด้วยการติดแผ่นรับสัญญาณบริเวณหน้าอก แขนและขา แสดงออกมาเป็นเส้นกราฟ
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีอาการใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ ใจเต้นไม่ตรงจังหวะ
ข้อดี: ตรวจได้ง่าย รู้ผลทันที สามารถบอกความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจได้ดี รวมถึงยังสามารถบอกถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด
3. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography หรือ Echo)
คืออะไร: ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (คลื่นอัลตราซาวนด์) ตรวจบริเวณหน้าอกเพื่อประเมินการทำงานหัวใจ (คล้ายการอัลตราซาวนด์ทารกในหญิงตั้งครรภ์)
เหมาะกับใคร: ผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ
ข้อดี: สามารถแสดงให้เห็นการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ การเปิดปิดของลิ้นหัวใจได้ชัดเจน
4. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกแรงด้วยการวิ่งสายพาน (Treadmill Exercise Stress Test (EST))
คืออะไร: การตรวจประเมินอาการและการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ผู้ป่วยเดินหรือวิ่งบนสายพานที่มีการเพิ่มความเร็วและความชันเป็นระยะ
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอกหรือความผิดปกติอื่นขณะออกแรง
ข้อดี: สามารถตรวจหาอาการที่อาจตรวจไม่พบขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพัก เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมถึงสามารถประเมินสมรรถภาพหรือความสามารถในการออกแรงของผู้ป่วยได้
5. การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Coronary CT angiography (CCTA))
คืออะไร: การถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ร่วมกับการฉีดสารทึบแสงเพื่อประเมินหลอดเลือดหัวใจ
เหมาะกับใคร: ผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบที่อาการคงตัว เช่น มีอาการเฉพาะเวลาออกแรง
ข้อดี: สามารถประเมินการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจได้โดยไม่ต้องสวนหัวใจ รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติอื่นของหลอดเลือดหัวใจ เช่น การเจริญผิดที่ของหลอดเลือดหัวใจ
6. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายใต้ภาวะกระตุ้น (Stress Cardiac MRI)
คืออะไร: การตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเครื่อง MRI พร้อมกับการให้ยากระตุ้นหัวใจ
เหมาะกับใคร: ผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรือมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรง
ข้อดี: ไม่ใช้รังสี สามารถประเมินกล้ามเนื้อหัวใจได้ชัดเจนที่สุด สามารถตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สมควรได้รับการรักษาด้วยการสวนหัวใจ รวมถึงสามารถประเมินได้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจมีการบาดเจ็บมาก (non-viable) จนไม่มีความคุ้มค่าในการรับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจและวางขดลวดหรือไม่
7. การตรวจคราบหินปูนบริเวณหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Coronary Calcium Scan)
คืออะไร: การตรวจหาหินปูนที่สะสมบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่อง CT Scan
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงที่มีความเสี่ยงปานกลางและยังไม่มั่นใจว่าจำเป็นต้องกินยาลดไขมันหรือไม่ หรือผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
ข้อดี: สามารถให้ข้อมูลในการตัดสินใจเริ่มยาลดไขมัน รวมถึงกำหนดเป้าหมายระดับไขมันในเลือดได้เหมาะสมยิ่งขึ้น (แต่ไม่สามารถบอกความรุนแรงของการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจได้)
นพ.ธิติศักดิ์ สกุลวรกิตติ (ว.59772) อายุรแพทย์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช
เมื่อไหร่ที่ต้อง "ฉีดสีสวนหัวใจ" (Coronary Angiography)?
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข้าได้กับภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลัน เช่น มีอาการเจ็บหน้าอกขณะพัก อาการเจ็บหน้าอกไม่ทุเลาลงหลังจากรับประทานยา หรือตรวจเลือดพบหลักฐานของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย แพทย์อาจพิจารณาส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม เพื่อทำการฉีดสีสวนหัวใจด้วยการใส่อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหลอดยาว (Catheter) เข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ ย้อนขึ้นไปยังหลอดเลือดหัวใจและฉีดสารทึบสีประเมินการตันของหลอดเลือด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันและอาจพิจารณาให้การรักษาต่อเนื่องด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ และใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดตามความเหมาะสม
เทคโนโลยีการตรวจหัวใจในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี แต่ละวิธีมีประโยชน์และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การปรึกษาอายุรแพทย์โรคหัวใจก่อนเข้ารับการตรวจจะช่วยให้คุณได้รับการตรวจที่สามารถวินิจฉัยโรคหรืออาการที่เป็นได้อย่างเหมาะสม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- 10 อาการเตือน! ก่อนเกิด "กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน" รู้ทันปัจจัยเสี่ยง และวิธีเอาตัวรอด
- เหนื่อยง่าย ใจสั่น อย่าคิดแค่ว่า "อ่อนเพลีย" แพทย์ มช.เผย 5 สัญญาณเตือน "โรคหัวใจ"
- ผู้ชายเสี่ยงกว่า 3 เท่า! สธ. เปิดข้อมูล โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุน้อยสุดแค่ 15 ปี
- ยินดีจ่ายเองแต่ไม่ได้ตรวจ? เมียคาใจ รพ. ปฏิเสธตรวจ EKG ทำสามีช็อกดับวันเดียวกัน
- งานวิจัยชี้ คนที่มีกล้ามเนื้อหน้าอกแข็งแรง มีแนวโน้มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่า