โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเหตุผลศาลปกครองสูงสุดยืนไม่รับคำขอ ‘ยิ่งลักษณ์’ รื้อคดีคำสั่งคลังเรียกชดใช้ค่าเสียหายจำนำข้าว ชี้หนังสือพาณิชย์ไม่ใช่หลักฐานใหม่

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิดเหตุผลศาลปกครองสูงสุดยืนไม่รับคำขอ ‘ยิ่งลักษณ์’ รื้อคดีคำสั่งคลังเรียกชดใช้ค่าเสียหายจำนำข้าว ชี้หนังสือพาณิชย์ไม่ใช่หลักฐานใหม่

วันนี้ (23 กันยายน) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 1011/2569 ในคดีระหว่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวกรวม 2 คน ผู้ฟ้องคดี และนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอของยิ่งลักษณ์ให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่

ประเด็นสำคัญ

  • เหตุใดหนังสือกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ใช่หลักฐานใหม่
  • เหตุใดข้อโต้แย้งเรื่องการคำนวณความรับผิดจึงไม่เข้าเกณฑ์รื้อคดี

คดีนี้สืบเนื่องจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อผ. 160-163/2568 ซึ่งยิ่งลักษณ์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้เธอรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เฉพาะส่วนที่กำหนดให้ยิ่งลักษณ์รับผิดเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท

เหตุใดหนังสือกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ใช่หลักฐานใหม่

ในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ยิ่งลักษณ์อ้างหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดจึงพิจารณาว่า หนังสือฉบับนี้เป็นพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงซึ่งศาลรับฟังเป็นยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญหรือไม่

หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงยิ่งลักษณ์เกี่ยวกับคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ซึ่งให้เจ้าหน้าที่รัฐ 6 รายชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยชี้แจงว่า คำสั่งนั้นดำเนินการถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้แล้ว เจ้าหน้าที่บางรายที่อยู่ภายใต้คำสั่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ภายใต้คำสั่ง ไม่ได้ใช้บังคับกับบุคคลอื่น

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เนื้อหาของหนังสือเป็นการตอบข้อหารือระหว่างยิ่งลักษณ์กับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับมาตรการบังคับทางปกครองตามคำสั่งที่ให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 6 รายรับผิดจากกรณีทุจริตในกระบวนการนำข้าวของรัฐไปจำหน่ายตามสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G จำนวน 4 ฉบับ แต่คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ฉบับนั้น ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งคดีที่ยิ่งลักษณ์ฟ้อง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับคำสั่งกระทรวงการคลัง

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงซึ่งศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

เหตุใดข้อโต้แย้งเรื่องการคำนวณความรับผิดจึงไม่เข้าเกณฑ์รื้อคดี

ยิ่งลักษณ์ยังอ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดกำหนดให้เธอรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในสัดส่วนร้อยละ 50 โดยคำนวณจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ทั้งที่เธอไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้คำสั่งดังกล่าว

อีกประเด็นหนึ่ง ยิ่งลักษณ์อ้างว่า ศาลนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม. 178/2560 และ อม. 179/2560 รวมทั้งคำพิพากษาในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2-3/2562 ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 มาประกอบการพิจารณา ทั้งที่เธอไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว และข้อเท็จจริงเหล่านั้นเกิดขึ้นภายหลังกระทรวงการคลังออกคำสั่งให้เธอชดใช้ค่าเสียหาย

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 ถึง 2556/57 ครอบคลุมกระบวนการทั้งหมด ทั้งการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสีและโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ ตลอดจนการระบายข้าวแบบ G to G ความเสียหายของโครงการจึงรวมทั้งขั้นตอนรับจำนำและขั้นตอนระบายข้าว

ศาลระบุว่า ในคำพิพากษาเดิม ศาลปกครองสูงสุดใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนระบายข้าวแบบ G to G ที่ปรากฏในสำนวน ทั้งในชั้นศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด รวมถึงคำคู่ความที่คู่กรณียื่นต่อศาลแล้ว ข้อกล่าวอ้างของยิ่งลักษณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเดิม

ศาลเห็นว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่ใช่กรณีที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในสาระสำคัญ และไม่ใช่ข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของยิ่งลักษณ์ฟังไม่ขึ้น และเห็นพ้องกับศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา ก่อนมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง

ทั้งนี้ คำสั่งวันที่ 23 กันยายน เป็นการวินิจฉัยว่าจะรับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ไม่ใช่การพิพากษากำหนดจำนวนเงินชดใช้ค่าเสียหายใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...