โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

IMF เตือนเอเชียรับมือระเบิดเวลาหนี้สาธารณะ-น้ำมันแพง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

15 ตุลาคม 2569 การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) IMF เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจภูมิภาคในปีนี้ขึ้นเป็น 4.8% จากที่เคยประเมินไว้ 4.4% เมื่อ 6 เดือนก่อน และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2570 เป็น 4.4% จากเดิม 4.2%

ECONMIC OUTLOOK เอเชียแปซิฟิก 2026

กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิก IMF และ อลาสแดร์ สก็อตต์ รองผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิก IMF ร่วมกันแถลงข่าว ระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญทั้งภาวะช็อกด้านพลังงาน และมาตรการภาษีกับข้อจำกัดทางการค้าที่สร้างความปั่นป่วนให้ห่วงโซ่อุปทานเมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นความทนทานที่น่าสังเกต เพราะเอเชียเป็นภูมิภาคที่ใช้พลังงานเข้มข้นและพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงสูง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง

แม้อัตราการเติบโตโดยรวมจะชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 แต่ IMF ย้ำว่าเอเชียยังคงเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจโลก สร้างการเติบโตคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของการขยายตัวทั้งโลก โดยประเทศที่ถูกปรับเพิ่มคาดการณ์มากที่สุดคือ อินเดีย เกาหลีใต้ และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการที่แข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

ไทยโต 2.1% สองปีติด ไม่ถึงครึ่งค่าเฉลี่ยอาเซียน

สำหรับประเทศไทย IMF ประเมินการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 ที่ 2.1% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 และคาดว่าจะทรงตัวที่ 2.1% ต่อเนื่องในปี 2570 แม้ตัวเลขปีนี้จะถูกปรับขึ้น 0.6 จุด เมื่อเทียบกับรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอาเซียนที่ 4.9% อยู่ 2.8 จุด

GDP ไทย อยู่ตรงไหนของเอเชีย

ข้อมูลชุดนี้ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนที่ IMF ไม่เห็นการฟื้นตัวเลยในช่วงสองปีข้างหน้า ร่วมกับอินโดนีเซีย สปป.ลาว และเมียนมา แต่ต่างกันตรงที่ไทยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ช่องว่างระหว่างไทยกับค่าเฉลี่ยอาเซียนจะแคบลงเล็กน้อยเหลือ 2.6 จุดในปี 2570 แต่เกิดจากค่าเฉลี่ยอาเซียนชะลอเหลือ 4.7% ไม่ใช่เพราะไทยโตเร็วขึ้น

ตารางเปรียบเทียบเศรษฐกิจอาเซียน

การขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริง หน่วยเป็นร้อยละ เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เรียงตามคาดการณ์ปี 2569

ประเทศ

2568

2569

2570

ปรับจาก เม.ย. 69 (จุด)

เวียดนาม

8.0

8.4

7.5

+1.3

มาเลเซีย

5.2

5.2

4.6

+0.5

อินโดนีเซีย

5.1

5.1

5.1

+0.2

สิงคโปร์

5.0

5.0

3.0

+1.5

สปป.ลาว

4.8

4.5

4.5

+0.5

ฟิลิปปินส์

4.4

3.4

5.1

−0.7

กัมพูชา

5.3

3.0

4.0

−1.0

ไทย

2.4

2.1

2.1

+0.6

เมียนมา

−2.0

2.0

2.0

−0.9

บรูไน

1.0

1.9

1.3

−0.7

ค่าเฉลี่ยอาเซียน

4.9

4.9

4.7

+0.4

เอเชีย-แปซิฟิก

5.0

4.8

4.4

+0.4

ความแข็งแกร่งไม่ทั่วถึง เศรษฐกิจรูปตัว K

IMF เตือนว่าตัวเลขรวมของภูมิภาคปิดบังความแตกต่างที่รุนแรงระหว่างประเทศ โดยกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและหมู่เกาะแปซิฟิกถูกปรับลดคาดการณ์ลง และในบางกรณีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพที่สะสมมาก่อนหน้าวิกฤตราคาน้ำมันอยู่แล้ว ทั้งน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตไฟฟ้าในประเทศรายได้ต่ำ และน้ำมันเครื่องบินที่จำเป็นต่อการเดินทางทางอากาศของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งยังไม่กระจายตัวแม้ภายในประเทศเดียวกัน โดยหลายประเทศเริ่มแสดงสัญญาณการเติบโตแบบ "รูปตัว K" ที่บางกลุ่มหรือบางภาคส่วนเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

3 เหตุผลที่เอเชียทนช็อกได้

หนึ่ง รับมือวิกฤตราคาน้ำมันได้ดีกว่าคาด จีนสามารถดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้และลดความต้องการลงได้ ส่วนหนึ่งจากการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ขณะที่อินเดียและญี่ปุ่นหาแหล่งอุปทานทางเลือกได้สำเร็จ ประกอบกับรัฐบาลทั่วเอเชียออกมาตรการปกป้องครัวเรือนและภาคธุรกิจ เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิงและการอุดหนุน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงชัดเจนตั้งแต่เดือน มี.ค. 2569 เป็นต้นมา โดยหดตัวลึกสุดในเดือน เม.ย.

สอง แรงหนุนจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ ที่กระตุ้นความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีทั่วโลก เห็นได้ชัดที่สุดในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงและชิ้นส่วนอื่นๆ รวมถึงการลงทุนขนาดมหาศาลในศูนย์ข้อมูล

สาม ภาคการค้าที่ยืนระยะได้ดีกว่าที่หวั่นเกรง โดยการส่งออกยังเติบโตแม้ในสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี และการค้าระหว่างกันภายในเอเชียพุ่งขึ้นสวนทางกับการค้ากับสหรัฐที่ลดลง ขณะที่รัฐบาลในภูมิภาคไม่ตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกัน แต่กลับเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคที่ลึกขึ้น

เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ-บอนด์ยีลด์พุ่ง

อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าผู้กำหนดนโยบายยังเผชิญโจทย์หนัก ราคาน้ำมันมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงและผันผวนยาวนานกว่าที่เคยประเมิน ขณะที่ความสามารถในการปรับตัวมีขีดจำกัด เช่น ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ดึงมาใช้ได้เพียงระยะหนึ่ง ส่วนมาตรการการคลังที่หลายประเทศใช้ยังเป็นแบบหว่านแหและไม่พุ่งเป้า จึงกดดันฐานะการคลังเพิ่มขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นแรงทั่วโลกรวมถึงเอเชีย สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความยั่งยืนทางการคลัง โดยหลายประเทศในเอเชียลดการขาดดุลลงได้ แต่บางประเทศเลื่อนการรัดเข็มขัดออกไป ท่ามกลางแรงกดดันด้านรายจ่ายจากสังคมสูงวัย ภาระด้านกลาโหม และดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น

โจทย์ใหญ่ 150 ล้านตำแหน่งงาน กับคลื่น AI

ในเชิงโครงสร้าง IMF ระบุว่าหลายประเทศในเอเชียยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ทำให้ภูมิภาคจำเป็นต้องสร้างงานใหม่เกือบ 150 ล้านตำแหน่งภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นแหล่งจ้างงานหลักกำลังใช้ทุนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องหันมาเน้นการสร้างงานที่ใช้ความรู้ในภาคบริการแทน

รายงานฉบับนี้ยังมีบทวิเคราะห์พิเศษเรื่อง "ตลาดแรงงานในเอเชีย: ความท้าทายและโอกาสในยุคเอไอ" ซึ่งศึกษาประกาศรับสมัครงานออนไลน์หลายล้านรายการ นับเป็นหลักฐานชุดแรกๆ ที่สะท้อนผลกระทบของเอไอต่อตลาดแรงงานเอเชีย

ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการแรงงานจากฝั่งนายจ้างลดลงในอาชีพที่เอไอเข้ามาทำแทนได้มาก เมื่อเทียบกับอาชีพที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยลดลงได้มากถึง 10% นับตั้งแต่เอไอเริ่มแพร่หลาย แต่การลดลงดังกล่าวเริ่มทรงตัวแล้ว แม้เอไอจะมีขีดความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันนายจ้างกลับต้องการแรงงานที่ใช้เอไอเป็นมากขึ้น ตั้งแต่การเขียนคำสั่งให้แม่นยำ ไปจนถึงการเชื่อมเอไอเข้ากับข้อมูลและความเชี่ยวชาญเฉพาะในที่ทำงาน

IMF สรุปว่า สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเอไอกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมากกว่าจะทำลายงาน เพราะนายจ้างยังต้องการคนสำหรับงานที่ใช้ความรู้ แม้เอไอจะทำงานบางอย่างที่เคยเชื่อว่ามีแต่มนุษย์ทำได้แล้วก็ตาม พร้อมทิ้งคำถามเชิงนโยบายว่า ประเทศต่างๆ จะสร้างงานอย่างไรเมื่อเอไอเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งจ้างงาน และเยาวชนควรได้รับการศึกษาแบบใดเพื่อรับมือตลาดแรงงานยุคเอไอ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้กำหนดนโยบายต้องตอบให้ได้ หากต้องการรักษาความแข็งแกร่งของภูมิภาคไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...