โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนาคตเศรษฐกิจไทยในสายตา ‘ดร.วิรไท’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ทางรอดเดียวคือ ปฏิรูปโครงสร้าง ก้าวข้ามกับดัก GDP และโมเดลการเติบโตยุคเก่า

THE STANDARD

อัพเดต 15 ต.ค. เวลา 01.36 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. เวลา 01.27 น. • thestandard.co
อนาคตเศรษฐกิจไทยในสายตา ‘ดร.วิรไท’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ทางรอดเดียวคือ ปฏิรูปโครงสร้าง ก้าวข้ามกับดัก GDP และโมเดลการเติบโตยุคเก่า

ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และมีกิจกรรมคู่ขนานครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ หนึ่งในเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการฉายภาพทัศนะอนาคตเศรษฐกิจไทยโดย ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับ IMF

ประเด็นสำคัญ

  • เหตุใดโมเดลการเติบโตแบบเดิม (1980s-2000s) จึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป
  • ทางรอดด้วย ‘Structural Transformation’ และการใช้ ‘Smaller AI’ ใน 3 ภาคส่วนหลัก
  • จาก Local สู่ Global: ปรัชญาของ ร.9 และทางออกที่ไปไกลกว่าเป้าหมาย SDGs
  • Climate Change เลิกมองแค่ Mitigation แล้วมุ่งสู่ Climate Adaptation
  • ปลดล็อกกับดัก GDP หยุดกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างด้านอุปทาน

การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นคืนความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพของประเทศบนเวทีการเงินการลงทุนระดับสากล หลังจากช่วงที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองและเศรษฐกิจจนเกือบตกหล่นไปจากเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ในเวทีสัมมนาว่าด้วยเรื่องอนาคตของเอเชีย (Future of Asia) ดร.วิรไท ได้ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของเศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างระดับโลกที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการแบบเดิมอีกต่อไป

ดร.วิรไท ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า อนาคตเศรษฐกิจไทยและประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับความท้าทายใหญ่ 3 ประการ

  • การเปลี่ยนผ่านจาก Globalization สู่ De-globalization & Fragmentation: จากเดิมที่เน้นการค้าเสรีและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) มาสู่การแบ่งแยกค่ายที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ไทยต้องหาจุดยืนในการบริหารจัดการโดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง
  • การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและการแข่งขันจากจีน: เทคโนโลยีดิจิทัล AI Transformation และ Automation กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน พลังการผลิตมหาศาลจากจีนที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าเกือบทุกประเทศทั่วโลกในแทบทุกหมวดสินค้า ทำให้ประเทศอย่างไทยแข่งขันได้ยากยิ่งขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ (Aging Society): หากย้อนกลับไปยุคที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงในทศวรรษ 1990 ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประชากรวัยแรงงานของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ภาระทางการคลังของรัฐบาลในการดูแลผู้สูงอายุก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุใดโมเดลการเติบโตแบบเดิม (1980s-2000s) จึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

หากถอยกลับไปมองประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 1980-2000 ไทยสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนนโยบายจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า มาเป็นการเปิดเสรีทางการค้าและส่งเสริมการส่งออก ประกอบกับอานิสงส์จากข้อตกลง Plaza Accord ที่ส่งผลให้ทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ย้ายฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทย

ปัจจัยเหล่านั้นทำให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเข้มแข็ง ตั้งแต่สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ไปจนถึงยานยนต์ โดยเกิดการย้ายแรงงานจากภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive Manufacturing) ซึ่งช่วยกระจายรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคนั้น

“ในอนาคต เราจะไปหวังพึ่งการผลิตภาคอุตสาหกรรมแบบเดิมที่เป็น Labor-Intensive Manufacturing ไม่ได้แน่นอน” ดร.วิรไท

เพราะไทยไม่มีกำลังแรงงานเหลือเพียงพอ ตลาดการบริโภคในประเทศก็ชะลอตัวจากโครงสร้างประชากรสูงวัยที่มีรูปแบบการจับจ่ายต่างจากคนรุ่นหนุ่มสาว

ทางรอดด้วย ‘Structural Transformation’ และการใช้ ‘Smaller AI’ ใน 3 ภาคส่วนหลัก

ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมขั้นสูงและบริการสมัยใหม่ รวมถึงการนำ AI และ Automation มาใช้ คือ “เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้สร้างงานจำนวนมากเหมือนอุตสาหกรรมเข้มข้นแรงงานในอดีต” ส่งผลให้เกิดโจทย์ยากในการกระจายผลประโยชน์จากผลิตภาพ และเสี่ยงต่อการทดแทนแรงงานที่ทำงานซ้ำๆ หรือนักศึกษาจบใหม่

ดร.วิรไท จึงเสนอทางออกผ่านแนวคิด ‘Smaller AI’ หรือการนำ AI และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ในการทำมาหากินและการใช้ชีวิต โดยเน้นยกระดับผลิตภาพใน 3 ภาคส่วนสำคัญ

  • ภาคการเกษตร: นำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรไทยซึ่งยังมีรายได้และผลิตภาพต่ำ
  • ภาคการศึกษา: ปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณและระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้สามารถใช้และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การปฏิรูปภาคราชการและบริการสาธารณะ: นำ AI มาประยุกต์ใช้ในระบบบริหารจัดการและบริการสาธารณะ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยบทบาทของรัฐบาลไม่ควรมุ่งสั่งการแบบ Top-down แต่ต้องทำหน้าที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงความรู้ งบประมาณ และมาตรการจูงใจ เพื่อให้ประชาชนและเอกชนปรับตัวได้เอง

จาก Local สู่ Global: ปรัชญาของ ร.9 และทางออกที่ไปไกลกว่าเป้าหมาย SDGs

ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาภายใต้ธีม ‘Empowering People, Building Resilience’ ซึ่งมีรากฐานมาจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

ดร.วิรไท ระบุว่า หลักการทรงงานของ ร.9 เป็นหลักสากลที่ร่วมสมัยและสามารถตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันได้ใน 4 มิติสำคัญ

  • Micro-Foundations: การแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ ในระดับฐานรากให้มีความมั่นคง ไม่ใช่การใช้นโยบายแบบหว่านพรมหรืออกกฎหมายบังคับ
  • People-Centered & Area-Based Development: เอาประชาชนและพื้นที่เป็นตัวตั้ง แก้ปัญหาตามบริบทจริง และลดการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานราชการ (Silos)
  • การจัดลำดับขั้นของการพัฒนา (Prioritization): ทำตามลำดับขั้นตอนดังคำสอน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ปลูกป่าในใจคน” โดยใช้แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
  • Nature-Based Solutions: การใช้ธรรมชาติเยียวยาธรรมชาติ เช่น การใช้หญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดิน ซึ่งทรงทำมานานกว่า 50 ปี ก่อนที่โลกตะวันตกจะเริ่มหันมาตื่นตัว

ดร.วิรไท ชี้ว่า “SDGs เป็นเพียงเป้าหมาย (Goals) ที่ไม่มีหลักคิดชี้นำ (Guiding Principles) ไม่มี How-to และไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ” ทำให้หลายประเทศล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายหลังวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่หลักการทรงงานของ ร.9 มีทั้งหลักคิดและวิธีปฏิบัติที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง จึงนับว่าไปได้ไกลและลึกกว่า SDGs

Climate Change เลิกมองแค่ Mitigation แล้วมุ่งสู่ Climate Adaptation

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจคือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ดร.วิรไท เตือนว่า ปัจจุบันหลายภาคส่วนเน้นเฉพาะ Climate Change Mitigation (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเป้าหมาย Net Zero) แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายเร่งด่วนกว่าคือ ‘Climate Change Adaptation’ หรือการปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้วและมีความรุนแรงมากขึ้น

ภัยพิบัติไม่ได้มีเพียงแค่น้ำท่วม แต่รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกระทบเมืองชายฝั่งและการท่องเที่ยว การกัดเซาะชายฝั่ง น้ำเค็มหนุนพื้นที่เกษตร และปัญหากราดดินถล่ม

ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ (Cascading Risks):

  • มูลค่าอสังหาริมทรัพย์และราคาที่ดิน ในพื้นที่เสี่ยงปรับตัวลดลง
  • ธุรกิจประกันภัย เริ่มปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยหรือปฏิเสธการรับประกันภัยในบางพื้นที่
  • ความเสี่ยงต่อตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสถาบันการเงินหากหลักประกันเสื่อมมูลค่า

ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผน ออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และปรับวิธิคิดเพื่อรับมือกับ Climate Adaptation อย่างจริงจังก่อนที่จะเกิดวิกฤตลุกลาม

ปลดล็อกกับดัก GDP หยุดกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างด้านอุปทาน

สำหรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ IMF คาดการณ์ไว้ระดับราว 2.1% นั้น ดร.วิรไท มองว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรังที่ไทยเผชิญอยู่

“อย่าไปสนใจเลยว่าปีหน้าจะเป็นเท่าไร คงไม่มีต่างจากนี้มากนัก ให้ความสนใจกับปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วต้องมาปฏิรูปโครงสร้างกันอย่างจริงจัง” ดร.วิรไท กล่าวเน้นย้ำ

พร้อมเสนอทิ้งท้ายว่า หากมัวแต่พยายามปั๊มตัวเลขการเติบโตระยะสั้นด้วยการใช้ทรัพยากรไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านอุปสงค์ (Demand-side Stimulus) จะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำอย่างเร่งด่วนในวันนี้ คือการร่วมมือกัน ปฏิรูปเชิงโครงสร้างในฝั่งอุปทาน (Supply-side Structural Reform) เพื่อแก้ปัญหากรอบข้อจำกัดเดิมๆ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ให้กับประเทศอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...