“ข้ามศาสตร์” อย่างไร?! ให้ได้ผลงานที่เป็นรูปธรรม
รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
การทำงาน “ข้ามศาสตร์” ได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งแต่ละแห่งมีวิธีดำเนินงานแตกต่างกัน บางแห่งตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ บางแห่งเริ่มจากห้องเรียน ขณะที่บางแห่งใช้ทุนวิจัยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน แล้ววิธีใดจะทำให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม เรื่องนี้มีตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศให้ศึกษา
ลองมาดู 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลีย Utrecht University ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ University of Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประสบการณ์ในการนำความรู้จากหลายสาขามาสร้างผลงาน ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม
เริ่มจาก University of Technology Sydney (UTS) ประเทศออสเตรเลีย มหาวิทยาลัยแห่งนี้จัดตั้ง Transdisciplinary School หรือ TD School ขึ้นมาเป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเรียนการสอนและการวิจัยข้ามศาสตร์โดยเฉพาะ มีการนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นโจทย์การเรียนรู้ เช่น การพัฒนาเมือง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และความเหลื่อมล้ำทางสังคม
นักศึกษาจากต่างสาขาได้ทำงานร่วมกับนักวิชาการ ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และชุมชน ตั้งแต่การศึกษาปัญหา รับฟังความคิดเห็น ไปจนถึงการออกแบบแนวทางแก้ไข การเรียนรู้ของนักศึกษษเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ความรู้ร่วมกับผู้อื่น
UTS ยังดำเนินงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่ต้องการความรู้จากหลายสาขาในการแก้ปัญหา รวมถึงโครงการศึกษาทบทวนองค์ความรู้ด้านการข้ามศาสตร์จากทั่วโลก โดยพิจารณาบทความจากกลุ่มข้อมูลตั้งต้นมากกว่า 26,000 เรื่อง เพื่อศึกษาวิธีการและกรอบแนวคิดที่ใช้ในการทำงานข้ามศาสตร์
การดำเนินงานของ UTS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีหน่วยงานรับผิดชอบ มีบุคลากร มีหลักสูตร และมีการสะสมองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนางานข้ามศาสตร์ได้ทั้งด้านการศึกษาและการวิจัย
ส่วน Utrecht University ประเทศเนเธอร์แลนด์เลือกใช้ห้องเรียนเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความรู้ ผ่านแนวคิด Mixed Classroom โดยนำนักศึกษาจากหลายสาขามาเรียนรู้ร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองและอนาคตของสังคม
การเรียนรู้ลักษณะนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับฟังประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเข้าใจเงื่อนไขของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ขณะเดียวกันผู้กำหนดนโยบายก็ได้รับมุมมองจากนักศึกษาและนักวิชาการต่างสาขา
มหาวิทยาลัยยังมีโครงการวิจัยร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เช่น Sustainable Industry Lab, SustaIndus และ Datawerkplaats ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การใช้ข้อมูล และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
รูปแบบของ Utrecht ช่วยขยายความหมายของผลงานข้ามศาสตร์ให้ครอบคลุมทั้งการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การสร้างความร่วมมือ และการใช้ความรู้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ผลงานเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดตามความต้องการของหน่วยงานและสังคม
มาดู University of Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีแนวทางชัดเจนในการใช้ทุนวิจัยสนับสนุนการทำงาน
ข้ามศาสตร์ ผ่านโครงการ MnDRIVE Transdisciplinary Research Program โดยสนับสนุนทุนวิจัย 12 โครงการ รวมเกือบ
6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โครงการดังกล่าวมีนักวิจัยจาก 10 วิทยาลัย 24 ภาควิชา และ 3 วิทยาเขตเข้าร่วม พร้อมกำหนดให้งานวิจัยแต่ละโครงการเชื่อมโยงความรู้อย่างน้อย 3 จาก 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพสมอง หุ่นยนต์และเทคโนโลยีการผลิต สิ่งแวดล้อม และธุรกิจอาหารระดับโลก
ตัวอย่างผลงานที่เกิดขึ้น ได้แก่ การพัฒนาระบบอัจฉริยะเพื่อลดสารซัลเฟตในน้ำ และเทคโนโลยีสวมใส่สำหรับผู้มีความผิดปกติทางระบบประสาท โดยมีรายงานสิ่งประดิษฐ์ใหม่อย่างน้อย 3 รายการ
ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการสนับสนุนทุน การรวมผู้เชี่ยวชาญต่างสาขา และผลผลิตจากการวิจัย ทั้งยังเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับติดตามการพัฒนานวัตกรรมและประเมินผลการดำเนินงานในระยะต่อไป
เมื่อพิจารณาทั้ง 3 มหาวิทยาลัย จะเห็นแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน UTS มีหน่วยงานเฉพาะเป็นกลไกหลัก Utrecht ใช้ห้องเรียนและความร่วมมือกับผู้กำหนดนโยบาย ส่วน Minnesota ใช้ทุนวิจัยและเงื่อนไขการสนับสนุนเพื่อเชื่อมโยงนักวิจัยจากหลายสาขา
ประสบการณ์เหล่านี้มีประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยไทยในการเลือกวิธีดำเนินงานให้เหมาะกับความพร้อมและจุดแข็งของตนเอง มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาอาจพัฒนาห้องเรียนหรือหลักสูตรร่วม มหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งด้านการวิจัยอาจกำหนดโจทย์และจัดสรรทุนสนับสนุน ส่วนมหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายภายนอกกว้างขวางอาจนำปัญหาของชุมชนหรือภาคธุรกิจมาพัฒนาเป็นโครงการร่วม
อีกเรื่องที่ควรพิจารณาคือ การกำหนดข้อมูลสำหรับติดตามผลงาน ตั้งแต่ทรัพยากรที่ใช้ จำนวนผู้ร่วมดำเนินงาน ผลผลิตที่เกิดขึ้น การนำผลงานไปใช้ และประโยชน์ที่ได้รับ เพื่อให้สามารถประเมินความก้าวหน้าและพัฒนางานต่อเนื่องได้
กรณีศึกษาจากทั้ง 3 มหาวิทยาลัยสะท้อนว่า การทำงานข้ามศาสตร์มีได้หลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนด สิ่งสำคัญอยู่ที่การจัดระบบงานให้เหมาะสม มีผู้รับผิดชอบ มีทรัพยากรสนับสนุน และมีข้อมูลแสดงผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน
คงจะถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยไทยต้องหันมาสำรวจผลงานข้ามศาสตร์ของตนเองอย่างจริงจังว่า ที่ผ่านมาได้สร้างผลงานอะไรขึ้นมาบ้าง มีใครนำไปใช้ เกิดประโยชน์อย่างไร และจะพัฒนาต่อยอดให้เกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร
เพราะผลงานที่เกิดขึ้นจริงและมีข้อมูลยืนยัน เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของการทำงาน “ข้ามศาสตร์” ครับ