โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ข้ามศาสตร์” อย่างไร?! ให้ได้ผลงานที่เป็นรูปธรรม

สยามรัฐ

อัพเดต 21 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

การทำงาน “ข้ามศาสตร์” ได้รับความสนใจจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งแต่ละแห่งมีวิธีดำเนินงานแตกต่างกัน บางแห่งตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ บางแห่งเริ่มจากห้องเรียน ขณะที่บางแห่งใช้ทุนวิจัยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน แล้ววิธีใดจะทำให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรม เรื่องนี้มีตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศให้ศึกษา

ลองมาดู 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลีย Utrecht University ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ University of Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประสบการณ์ในการนำความรู้จากหลายสาขามาสร้างผลงาน ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม

เริ่มจาก University of Technology Sydney (UTS) ประเทศออสเตรเลีย มหาวิทยาลัยแห่งนี้จัดตั้ง Transdisciplinary School หรือ TD School ขึ้นมาเป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเรียนการสอนและการวิจัยข้ามศาสตร์โดยเฉพาะ มีการนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นโจทย์การเรียนรู้ เช่น การพัฒนาเมือง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นักศึกษาจากต่างสาขาได้ทำงานร่วมกับนักวิชาการ ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และชุมชน ตั้งแต่การศึกษาปัญหา รับฟังความคิดเห็น ไปจนถึงการออกแบบแนวทางแก้ไข การเรียนรู้ของนักศึกษษเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ความรู้ร่วมกับผู้อื่น

UTS ยังดำเนินงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่ต้องการความรู้จากหลายสาขาในการแก้ปัญหา รวมถึงโครงการศึกษาทบทวนองค์ความรู้ด้านการข้ามศาสตร์จากทั่วโลก โดยพิจารณาบทความจากกลุ่มข้อมูลตั้งต้นมากกว่า 26,000 เรื่อง เพื่อศึกษาวิธีการและกรอบแนวคิดที่ใช้ในการทำงานข้ามศาสตร์

การดำเนินงานของ UTS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีหน่วยงานรับผิดชอบ มีบุคลากร มีหลักสูตร และมีการสะสมองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนางานข้ามศาสตร์ได้ทั้งด้านการศึกษาและการวิจัย

ส่วน Utrecht University ประเทศเนเธอร์แลนด์เลือกใช้ห้องเรียนเป็นพื้นที่เชื่อมโยงความรู้ ผ่านแนวคิด Mixed Classroom โดยนำนักศึกษาจากหลายสาขามาเรียนรู้ร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองและอนาคตของสังคม

การเรียนรู้ลักษณะนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับฟังประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานจริง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเข้าใจเงื่อนไขของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ขณะเดียวกันผู้กำหนดนโยบายก็ได้รับมุมมองจากนักศึกษาและนักวิชาการต่างสาขา

มหาวิทยาลัยยังมีโครงการวิจัยร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เช่น Sustainable Industry Lab, SustaIndus และ Datawerkplaats ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การใช้ข้อมูล และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

รูปแบบของ Utrecht ช่วยขยายความหมายของผลงานข้ามศาสตร์ให้ครอบคลุมทั้งการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การสร้างความร่วมมือ และการใช้ความรู้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ผลงานเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดตามความต้องการของหน่วยงานและสังคม

มาดู University of Minnesota ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีแนวทางชัดเจนในการใช้ทุนวิจัยสนับสนุนการทำงาน
ข้ามศาสตร์ ผ่านโครงการ MnDRIVE Transdisciplinary Research Program โดยสนับสนุนทุนวิจัย 12 โครงการ รวมเกือบ
6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โครงการดังกล่าวมีนักวิจัยจาก 10 วิทยาลัย 24 ภาควิชา และ 3 วิทยาเขตเข้าร่วม พร้อมกำหนดให้งานวิจัยแต่ละโครงการเชื่อมโยงความรู้อย่างน้อย 3 จาก 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพสมอง หุ่นยนต์และเทคโนโลยีการผลิต สิ่งแวดล้อม และธุรกิจอาหารระดับโลก

ตัวอย่างผลงานที่เกิดขึ้น ได้แก่ การพัฒนาระบบอัจฉริยะเพื่อลดสารซัลเฟตในน้ำ และเทคโนโลยีสวมใส่สำหรับผู้มีความผิดปกติทางระบบประสาท โดยมีรายงานสิ่งประดิษฐ์ใหม่อย่างน้อย 3 รายการ

ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการสนับสนุนทุน การรวมผู้เชี่ยวชาญต่างสาขา และผลผลิตจากการวิจัย ทั้งยังเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับติดตามการพัฒนานวัตกรรมและประเมินผลการดำเนินงานในระยะต่อไป

เมื่อพิจารณาทั้ง 3 มหาวิทยาลัย จะเห็นแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน UTS มีหน่วยงานเฉพาะเป็นกลไกหลัก Utrecht ใช้ห้องเรียนและความร่วมมือกับผู้กำหนดนโยบาย ส่วน Minnesota ใช้ทุนวิจัยและเงื่อนไขการสนับสนุนเพื่อเชื่อมโยงนักวิจัยจากหลายสาขา

ประสบการณ์เหล่านี้มีประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยไทยในการเลือกวิธีดำเนินงานให้เหมาะกับความพร้อมและจุดแข็งของตนเอง มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาอาจพัฒนาห้องเรียนหรือหลักสูตรร่วม มหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งด้านการวิจัยอาจกำหนดโจทย์และจัดสรรทุนสนับสนุน ส่วนมหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายภายนอกกว้างขวางอาจนำปัญหาของชุมชนหรือภาคธุรกิจมาพัฒนาเป็นโครงการร่วม

อีกเรื่องที่ควรพิจารณาคือ การกำหนดข้อมูลสำหรับติดตามผลงาน ตั้งแต่ทรัพยากรที่ใช้ จำนวนผู้ร่วมดำเนินงาน ผลผลิตที่เกิดขึ้น การนำผลงานไปใช้ และประโยชน์ที่ได้รับ เพื่อให้สามารถประเมินความก้าวหน้าและพัฒนางานต่อเนื่องได้

กรณีศึกษาจากทั้ง 3 มหาวิทยาลัยสะท้อนว่า การทำงานข้ามศาสตร์มีได้หลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนด สิ่งสำคัญอยู่ที่การจัดระบบงานให้เหมาะสม มีผู้รับผิดชอบ มีทรัพยากรสนับสนุน และมีข้อมูลแสดงผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน

คงจะถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยไทยต้องหันมาสำรวจผลงานข้ามศาสตร์ของตนเองอย่างจริงจังว่า ที่ผ่านมาได้สร้างผลงานอะไรขึ้นมาบ้าง มีใครนำไปใช้ เกิดประโยชน์อย่างไร และจะพัฒนาต่อยอดให้เกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร

เพราะผลงานที่เกิดขึ้นจริงและมีข้อมูลยืนยัน เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของการทำงาน “ข้ามศาสตร์” ครับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...