โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กล้องเจมส์ เวบบ์ ไขปริศนาคาริโคล ดาวเคราะห์น้อยมีวงแหวน พบโครงสร้างวงแหวนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

SPACEMAN

อัพเดต 30 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

เมื่อเรานึกถึงดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) ความคิดแรกของหลายคนมักจะมุ่งไปที่แถบดาวเคราะห์น้อยหลัก (Main Asteroid Belt) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดีอันเป็นแหล่งรวมของวัตถุหินส่วนใหญ่ในระบบสุริยะ อย่างไรก็ตาม ระบบสุริยะของเรายังมีประชากรดาวเคราะห์น้อยและวัตถุน้ำแข็งกลุ่มอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ดาวเคราะห์น้อยโทรจัน (Trojan Asteroid) ที่โคจรอยู่ในแนวเดียวกับดาวพฤหัสบดี รวมถึงวัตถุน้ำแข็งและดาวหางในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) แต่ยังมีดาวเคราะห์น้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ เซนทอร์ (Centaur) วัตถุประเภทนี้ไม่มีวงโคจรที่คงที่อย่างถาวร แต่มีวงโคจรตัดผ่านดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ด้านนอก

ในบรรดาเซนทอร์ทั้งหมด ดาวเคราะห์น้อยคาริโคล (Chariklo) ถือเป็นวัตถุที่โดดเด่นที่สุด ไม่เพียงเพราะมันเป็นเซนทอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบด้วยรัศมีประมาณ 125 กิโลเมตร แต่ยังเป็นเซนทอร์เพียงดวงเดียวที่มีระบบวงแหวนล้อมรอบ โดยตัวดาวถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2540 และค้นพบระบบวงแหวนในเวลาต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2556 ล่าสุดทีมนักวิจัยนานาชาติได้ค้นพบข้อมูลใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ชี้ให้เห็นว่าระบบวงแหวนของมันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างน่าทึ่งด้วยการสูญเสียและได้รับมวลสารเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เพื่อศึกษาวงแหวนเหล่านี้ นักวิจัยใช้วิธีการที่เรียกว่า การบังดาวฤกษ์ (Stellar Occultation) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัตถุในระบบสุริยะเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลออกไป แสงจากดาวฤกษ์จะดรอปลงเล็กน้อยทำให้นักดาราศาสตร์คำนวณขนาดและโครงสร้างวงแหวนได้ ทีมวิจัยเทียบข้อมูลการสังเกตการณ์จากกล้องบนโลกเมื่อ พ.ศ. 2560 กับข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ เมื่อ พ.ศ. 2565 โดยวงแหวนชั้นใน (C1R) โคจรห่างจากพื้นผิวประมาณ 265 กิโลเมตร และวงแหวนชั้นนอก (C2R) โคจรห่างออกไปประมาณ 280 กิโลเมตร

ผลการเปรียบเทียบพบว่า วงแหวนชั้นในมีความทึบแสงเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 ในขณะที่วงแหวนชั้นนอกมีความทึบแสงลดลงประมาณร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับข้อมูลใน พ.ศ. 2560 ความทึบแสงที่เปลี่ยนไปสะท้อนถึงความหนาแน่นของวัตถุ แสดงให้เห็นว่าวงแหวนชั้นในกำลังได้รับมวลสารเติมเข้าไปจนหนาแน่นขึ้น ส่วนวงแหวนชั้นนอกกำลังสูญเสียมวลสารออกไป การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นวิวัฒนาการทางกายภาพแบบไดนามิกของวงแหวนดาวเคราะห์น้อย แต่ยังพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ในการใช้เทคนิคการบังดาวฤกษ์เพื่อสำรวจวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะของเราอีกด้วย

ข้อมูลอ้างอิง: Universe Today

  • JWST Finds Dynamic Structural Evolution in Chariklo’s Rings
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...