โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘IMF’ให้เหรียญทอง‘ไทย’

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยส่งไม้ต่อให้ “ยูเออี” เป็นผู้จัดประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ในอีก 3 ปีข้างหน้า “กอร์เกียวา” ยกเหรียญทองโอลิมปิกทางการเงินให้ไทยในฐานะเป็นเจ้าภาพ “เอกนิติ” วางเป้า 3 ด้านต่อยอดการประชุม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นวันสุดท้ายของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 โดยได้จัดพิธีลงนามระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), กลุ่มธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ ในการเป็นเจ้าภาพจัดประจำปี 2029 ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงอาบูดาบีในเดือน ต.ค.2572

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการไอเอ็มเอฟ ให้สัมภาษณ์ส่งท้ายงานการประชุมว่า ขอขอบคุณทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการประชุม ที่ร่วมกันทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จและได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลก โดยทั้งไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกต่างระบุว่าไทยยกระดับมาตรฐานการจัดงานประชุมนานาชาติไว้ในระดับสูงสุด และเชื่อว่าประเทศอื่นจะนำไทยไปเป็นต้นแบบในการจัดงาน

นางคริสตาลินากล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยม และการประชุมครั้งนี้จะเป็นที่จดจำของผู้เข้าร่วม ทั้งในด้านความอบอุ่น การต้อนรับ และความมีน้ำใจของคนไทย ซึ่งสิ่งที่สร้างความประทับใจให้มากที่สุดมี 2 เรื่อง ได้แก่ 1.อาหารไทยที่มีรสชาติอร่อย และ 2.ผ้าไหมไทย โดยทิศทางประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น ไทยเป็นประเทศที่มีพลวัตสูง ประชาชนมีความคิดสร้างสรรค์ และปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ดี โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งหนึ่งที่หวังว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงคือรอยยิ้มของคนไทย เพราะประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม นี่คือโอลิมปิกแห่งวงการการเงิน และประเทศไทยคว้าเหรียญทองไปครอง” นางคริสตาลินากล่าว

นายเอกนิติให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ผลจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ได้จบลงที่การจัดงานสำเร็จ แต่กำลังถูกต่อยอดเป็นเป้าหมายเศรษฐกิจระยะต่อไปของประเทศ โดยรัฐบาลและภาคเอกชนได้กำหนดตัวชี้วัดร่วมกัน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ดันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% 2.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากประมาณ 22% เป็น 30% และ 3.ผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ 20 อันดับแรกด้านความสามารถในการแข่งขันของโลก

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า หลังการประชุมไทยจะไม่ปล่อยเครือข่ายที่สร้างขึ้นให้จบไปพร้อมงาน โดยเตรียมเดินทางต่อไปประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปกที่ฮ่องกง และต้นปีหน้ารัฐบาลเตรียมนำทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม World Economic Forum ที่ดาวอส เพื่อรักษาแรงส่งด้านการลงทุนและความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นจากกรุงเทพฯ โดยเป้าหมายปลายทางคือการสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ ผ่านการลงทุนในคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบพลังงาน รวมถึงการปรับประเทศให้รับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไทยได้รับเสียงชื่นชมอย่างต่อเนื่องจากผู้นำการเงินโลก ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเวทีระหว่างประเทศ แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นที่มองเห็น ได้รับความไว้วางใจ และมีโอกาสเชื่อมความร่วมมือใหม่ๆ กลับมาสู่ประชาชน รัฐบาลต้องการให้คนไทยรู้สึกว่างานใหญ่ที่เราเป็นเจ้าภาพร่วมกันครั้งนี้ เป็นความสำเร็จของประเทศ และเป็นโอกาสของคนไทยทุกคน

นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลได้นำเสนอศักยภาพของประเทศ และต่อยอดบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลกให้เกิดประโยชน์กับคนไทยในวงกว้าง ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายนานาชาติ และการเปิดพื้นที่ให้เอสเอ็มอีกับธุรกิจท้องถิ่นเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ และหากต่อยอดอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของประเทศก็จะไม่ได้สะท้อนอยู่แค่ตัวเลขจีดีพี แต่จะเห็นได้จากโอกาสและรายได้ที่เพิ่มขึ้นในชีวิตของประชาชนด้วย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...