โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

PostToday

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมผ่านระบบ 20,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดประชุม Annual Meetings พร้อมรับคำชื่นชมจาก IMF, กลุ่มธนาคารโลก และผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลกในด้านการจัดการประชุมระดับโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยเอกสาร “Bangkok Dialogue Notes” ซึ่งรวบรวมข้อคิดและการหารือจากเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ และภาคธุรกิจ เพื่อเสนอแนวคิดต่อโลกในฐานะเจ้าภาพ ชูบทบาทของไทยในการเป็น “ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ” (Trusted Connector) พร้อมมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในควบคู่ไปกับความร่วมมือระดับสากล

เปิด 5 ข้อคิดสำคัญจากกรุงเทพฯ

นายเอกนิติ ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายมิติ ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ความเข้มแข็ง หรือ Resilience จึงต้องครอบคลุมถึงการช่วยให้ประชาชนและธุรกิจสามารถรับมือกับแรงกระแทก ปรับตัว และเติบโตได้

โดย Bangkok Dialogue Notes ได้สรุป 5 ข้อคิดสำคัญ ได้แก่

1.คนต้องรับมือไหวและไปต่อได้ การช่วยคนผ่านปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การคุ้มครองทางสังคม และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทางเดินของตนเอง

2.สร้างความไว้วางใจสากลจากประโยชน์ในประเทศ ความร่วมมือกับต่างประเทศจะยั่งยืนได้ เมื่อประชาชนเห็นว่าช่วยให้ชีวิตและธุรกิจของตนดีขึ้น และมีการกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง

3.เชื่อมกับโลกแล้วคนต้องเก่งขึ้น วัดความสำเร็จของการค้าและการลงทุนจากทักษะที่ประชาชนได้รับ ความแข็งแกร่งของธุรกิจไทย และความสามารถของชุมชนในการรับมือความเปลี่ยนแปลง

4.ความร่วมมือเรื่องเล็กต่อยอดสู่เรื่องใหญ่ การแก้ปัญหาร่วมกันในระดับภูมิภาคหรือเฉพาะเรื่องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ก่อนขยายไปสู่กติกาสภาพหุภาคีที่กว้างขึ้น

5.บทบาทของประเทศระดับกลาง (Middle Powers) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเทศต่างภูมิภาค ร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เช่น ธนาคารโลก และ ADB ในการวางมาตรฐานและแบ่งรับความเสี่ยง

ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติผ่าน 4 เสาหลัก

ข้อคิดเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงผ่านกิจกรรมหลัก 4 เสาหลักที่ประเทศไทยจัดขึ้น ได้แก่

เสาที่ 1 ดิจิทัลและ AI ที่คนใช้ประโยชน์ได้ และไว้ใจได้

มุ่งเน้นการใช้ Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันเพื่อยกระดับชีวิตและส่งเสริม SMEs พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ และใช้กรอบแนวคิด Connect the Dots ต่อยอดสู่ Bangkok Blueprint เพื่อป้องกันภัยการเงินดิจิทัล

เสาที่ 2 การค้าและการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก และสร้างความสามารถให้คนในประเทศ

กระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหาและตลาด พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอาเซียน เช่น ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

เสาที่ 3 เศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยลดความเสี่ยง และเงินทุนที่ไปถึงคนที่ต้องปรับตัว

ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาด และจัดสรรทรัพยากรเงินทุนให้ถึงมือผู้ที่ต้องปรับตัว

เสาที่ 4 อายุยืนขึ้น ต้องมีโอกาสและความมั่นคงมากขึ้นด้วย

ยกระดับการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้การมีชีวิตที่ยาวขึ้นมาพร้อมกับโอกาสและความมั่นคงตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาผ่าน Royal Pavilion เพื่อเชิญชวนผู้เข้าร่วมประชุมเรียนรู้หลักการทรงงานและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการสร้างความเข้มแข็งโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายเอกนิติ กล่าวสรุปว่า นอกจากการเป็นเจ้าภาพที่ดีแล้ว ประเทศไทยยังได้ร่วมนำเสนอแนวทางรับมือความท้าทายแก่โลก โดยสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการเชื่อมโยงความร่วมมือจากระดับภูมิภาคสู่สากล และถ่ายทอดจากระดับประเทศไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและประชาชนอย่างแท้จริง

เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือเวทีระหว่างประเทศ

ขณะที่ทิศทางหลังการประชุม IMF-World Bank นายเอกนิติระบุว่า ขั้นต่อไปจะเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือบนเวทีระหว่างประเทศ โดยมีกำหนดเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค (APEC) ที่ฮ่องกง และในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จะนำคณะผู้แทนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในนามทีมประเทศไทย

นอกจากนี้ ไทยยังร่วมกับ WEF ริเริ่มกิจกรรม “Road from Bangkok to Davos” เชิญผู้นำธุรกิจชั้นนำของไทยไปพบปะกับนักลงทุนระดับโลก โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF เข้าร่วมตามที่นายเอกนิติกล่าวถึง เพื่อสร้างความสนใจต่อประเทศไทยและเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุน

นายเอกนิติ ย้ำว่า การสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศมีความสำคัญไม่แพ้การสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ โดยรัฐบาลต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยทางการคลัง ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และทุนมนุษย์ เพื่อเตรียมเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสำหรับการเติบโตรอบใหม่อย่างยั่งยืน

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังตั้ง KPI ดันเศรษฐกิจไทยโตกว่า 3%

ด้านการผลักดันวาระเศรษฐกิจจากเวทีโลกให้เกิดผลในประเทศ นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และนายเอกนิติเป็นรองประธาน เพื่อกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน (Joint KPIs) จำนวน 3 ด้าน ได้แก่

1.เพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3%

2.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันประมาณ 22% เป็น 30% เพื่อสร้างรายได้และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

3.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยตั้งเป้าให้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยติดอันดับ 20 อันดับแรกของโลก

ไทยดัน Digital ID อาเซียน ลุยเศรษฐกิจดิจิทัล

นายเอกนิติ ระบุว่า การค้าภายในอาเซียนมีสัดส่วนเพียง 22% ซึ่งต่ำกว่าสหภาพยุโรปที่มีมากกว่า 60% จึงควรกำหนดตัวชี้วัดร่วมเพื่อเพิ่มการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยมีแนวทางสำคัญคือการต่อยอดกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ด้วยการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) ระหว่างประเทศ เพื่อให้การค้าและธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนทำได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนการลงทุนข้ามประเทศในกลุ่มธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค

นอกจากนี้ ไทยยังได้หารือกับสิงคโปร์เพื่อผลักดันแผนงานความร่วมมือแบบหลายปี (Multi-year Programs) พร้อมกำหนด KPI ที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องแม้เกิดการเปลี่ยนประธานอาเซียน และช่วยเปลี่ยนการหารือระดับภูมิภาคให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...