โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมตุรกียอมเป็น ‘ถังขยะของยุโรป’ ? ประเทศรวยลดภาระ แต่ชาวบ้านรับกรรม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากความฝันสู่ประเทศ “ขยะเป็นศูนย์” กลับกลายเป็น “ถังขยะของยุโรป” ตุรกีเผชิญความย้อนแย้งครั้งใหญ่ หลังกลายเป็น“แหล่งรับขยะ” จากประเทศร่ำรวยหลายแสนตันต่อปี เปิดเบื้องหลังธุรกิจค้าขยะข้ามชาติที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้ผู้ประกอบการบางกลุ่ม แต่กลับทิ้งมลพิษและต้นทุนสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนแบกรับ จนเกิดคำถามว่า ใครกันแน่ที่ได้กำไร และใครต้องจ่ายราคาจากขยะของโลก?

ลองจินตนาการว่า ขวดน้ำพลาสติกที่ชาวอังกฤษทิ้งลงถังรีไซเคิลในกรุงลอนดอน ไม่ได้ถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในประเทศ แต่กลับถูกขนส่งข้ามพรมแดน ผ่านท่าเรือและถนนหลายพันกิโลเมตร ก่อนสิ้นสุดการเดินทางที่โรงงานรีไซเคิลใน“ประเทศตุรกี”

ขยะบางส่วนอาจถูกแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าใหม่ แต่บางส่วนกลับถูกทิ้งในแม่น้ำ เผากลางแจ้ง หรือฝังกลบอย่างผิดกฎหมาย สร้างมลพิษให้ชุมชนที่อยู่ห่างจากประเทศต้นทางหลายพันกิโลเมตร

นี่คืออีกด้านหนึ่งของ “ธุรกิจค้าขยะข้ามชาติ” ที่กำลังสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศผู้รับขยะ โดยมี “ตุรกี” เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สุดของโลก

- กองขยะมหาศาล (ภาพ: Reuters) -

จีน ‘ปิดประตูรับขยะ’ จุดเปลี่ยนธุรกิจค้าขยะโลก

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน“จีน” เคยเป็นศูนย์กลางรับขยะจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากสหรัฐและยุโรป เนื่องจากจีนมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องการวัตถุดิบราคาถูก ขณะที่ต้นทุนแรงงานและการจัดการขยะต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

การนำเข้าขยะพลาสติก จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมจีน โรงงานสามารถนำพลาสติกใช้แล้วมาคัดแยก บด หลอม และแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ก่อนส่งต่อให้ผู้ผลิตสินค้า

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวสร้างปัญหามลพิษอย่างหนัก โดยเฉพาะขยะที่ปนเปื้อนหรือไม่สามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งมักถูกกำจัดอย่างไม่เหมาะสม

กระทั่งปี 2561 จีนเริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกหลายประเภท ภายใต้ “นโยบายดาบแห่งชาติ” (National Sword) ส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องเร่งหาปลายทางแห่งใหม่สำหรับขยะที่เคยส่งไปจีน

ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลจึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศอื่น อย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตุรกี ฯลฯ แทน

สำหรับตุรกี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากประเทศมีอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอที่ต้องการวัตถุดิบรีไซเคิล อีกทั้งมีทำเลที่ตั้งใกล้ยุโรป ช่วยลดต้นทุนการขนส่งเมื่อเทียบกับการส่งขยะไปเอเชีย

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ตุรกีจึงก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน “ผู้นำเข้าขยะรายใหญ่ของโลก”

ทำไมยุโรปจึงเลือกส่งขยะไปตุรกี?

เบื้องหลังธุรกิจค้าขยะข้ามชาติไม่ได้มีเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นเรื่องของ “ต้นทุนและกำไร” ที่กำหนดว่าขยะจากประเทศหนึ่งจะถูกส่งไปกำจัดหรือรีไซเคิลในอีกประเทศหนึ่ง

สำหรับประเทศในยุโรป การจัดการขยะพลาสติกภายในประเทศต้องเผชิญต้นทุนหลายด้าน ทั้งค่าแรง พลังงาน การคัดแยก การบำบัดน้ำเสีย และการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

ในทางกลับกัน ตุรกีมีต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เอื้อต่อการรีไซเคิลมากกว่า ทำให้ผู้ประกอบการยุโรปมีแรงจูงใจส่งขยะออกไปแปรรูปในต่างประเทศ

คาทารินา ชเลเกล ทุมเมอร์ ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของ Plastics Europe ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนอุตสาหกรรมพลาสติกยุโรป ระบุว่า ตุรกีกลายเป็นปลายทางสำคัญของการส่งออกขยะ เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวยและต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติกและรีไซเคิลในสหภาพยุโรปกำลังเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขันลดลง

ข้อมูลจากฐานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ระบุว่า ในปี 2567 ตุรกีนำเข้าเศษพลาสติกประมาณ 677,663 ตัน โดย “ราว 77%” มาจากสหราชอาณาจักรและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปรวมกัน

ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า ในปี 2568 ตุรกีนำเข้าขยะพลาสติกจากสหภาพยุโรปมากถึง 510,000 ตัน คิดเป็นราว 36% ของขยะพลาสติกทั้งหมดที่ EU ส่งออกไปต่างประเทศ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตุรกีไม่ได้เป็นเพียงประเทศรับขยะทั่วไป แต่กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบจัดการขยะพลาสติกยุโรป โดยขึ้นเป็น “ประเทศปลายทางอันดับหนึ่ง” ของขยะที่ส่งออกจากสหภาพยุโรป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศร่ำรวยสามารถลดภาระการจัดการขยะภายในประเทศ ขณะที่ธุรกิจรีไซเคิลในตุรกี ได้รับวัตถุดิบสำหรับป้อนอุตสาหกรรมการผลิต

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าต้นทุนทั้งหมดของการค้าขยะจะถูกสะท้อนอยู่ในราคาซื้อขาย

- ก้อนขยะพลาสติกที่ถูกอัดเป็นก้อน ณ ลานเก็บขยะของโรงงานรีไซเคิลในย่านชาคีร์ปาชา เมืองอาดานา ประเทศตุรกี (ภาพโดย Utku Kuran สำหรับ Mongabay) -

เปิดโมเดลธุรกิจค้าขยะ ใครได้เงินจากขยะพลาสติก?

ธุรกิจค้าขยะข้ามชาติประกอบด้วยผู้เล่นหลายกลุ่ม ตั้งแต่บริษัทเก็บขยะ ผู้ค้าคนกลาง ผู้ขนส่ง ไปจนถึงโรงงานรีไซเคิลในประเทศปลายทาง

โดยทั่วไป ขยะพลาสติกที่ผ่านการคัดแยกและมีคุณภาพดีสามารถซื้อขายเป็นวัตถุดิบได้ โดยเฉพาะพลาสติกประเภท PET ซึ่งใช้ผลิตขวดน้ำ และ HDPE ซึ่งใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ

โรงงานรีไซเคิลสามารถนำพลาสติกเหล่านี้มาล้าง บด และหลอมเป็นเม็ดพลาสติก ก่อนจำหน่ายให้ผู้ผลิตสินค้า เช่น สิ่งทอ พรม และผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดต่าง ๆ

รัฐบาลตุรกีเองมองว่า การนำเข้าขยะพลาสติกมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากช่วยสร้างงานและลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศ

นอกจากนี้ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้ยังสามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าสำหรับส่งออก สร้างรายได้หมุนเวียนให้ภาคอุตสาหกรรม

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อขยะที่นำเข้าไม่ได้มีคุณภาพดีทั้งหมด

ขยะบางประเภทปนเปื้อนเศษอาหาร สารเคมี หรือประกอบด้วยพลาสติกหลายชนิดผสมกัน ทำให้มีต้นทุนคัดแยกและรีไซเคิลสูงจนไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อโรงงานไม่สามารถนำขยะทั้งหมดกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนที่เหลือจึงกลายเป็น “ภาระในการกำจัด”

ในกรณีที่ระบบกำกับดูแลไม่เข้มงวด ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกวิธีที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น ลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่รกร้าง ฝังกลบ หรือเผากลางแจ้ง แทนการจ่ายค่ากำจัดอย่างถูกต้อง
จึงเกิดความย้อนแย้งว่า ธุรกิจรีไซเคิลที่ควรช่วยลดมลพิษ กลับอาจกลายเป็นแหล่งสร้างมลพิษเสียเองหรือไม่

เมืองอาดานา จากแหล่งเกษตรกรรมสู่ ‘ศูนย์กลางขยะยุโรป’

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ “เมืองอาดานา” (Adana) ทางตอนใต้ของตุรกี ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมรีไซเคิลพลาสติก

รายงานของ Mongabay องค์กรข่าววิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงหาผลกำไร ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีสถานประกอบการจัดการขยะพลาสติกประมาณ 180 แห่ง และเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของขยะพลาสติกนำเข้าจากต่างประเทศ

ปัญหาคือ ขยะบางส่วนไม่ได้ถูกจัดการภายในโรงงานอย่างเหมาะสม แต่ถูกทิ้งตามริมแม่น้ำหรือหลุดรอดออกมากับน้ำเสียจากกระบวนการรีไซเคิล

แม่น้ำเซย์ฮาน (Seyhan River) ซึ่งไหลผ่านจังหวัดอาดานาและลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงกลายเป็นเส้นทางลำเลียงขยะพลาสติกจากพื้นที่อุตสาหกรรมสู่ระบบนิเวศทางทะเล

ตามแนวแม่น้ำพบเศษพลาสติกจำนวนมาก รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่มี “ฉลากจากเยอรมนี สหราชอาณาจักร และสเปน” สะท้อนเส้นทางการเคลื่อนย้ายขยะข้ามพรมแดน

ฮาลิล บาลึกชือโอลู ชาวประมงในพื้นที่เล่าว่า เมื่อ 30 ปีก่อน น้ำในแม่น้ำยังสะอาดจนชาวบ้านสามารถนำมาต้มชาได้ แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยเศษพลาสติก น้ำเสีย และมลพิษจากโรงงาน

ขณะเดียวกัน รายงานของ The Guardian เปิดเผยเรื่องราวของอิซเซตติน อักมาน เกษตรกรผู้ปลูกส้มและมะนาวในอาดานา ซึ่งพบรถบรรทุกนำขยะมาทิ้งและจุดไฟเผาใกล้สวนของเขาในปี 2559

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ คือ บรรจุภัณฑ์จำนวนมากมีฉลากภาษาอังกฤษและราคาสินค้าเป็นเงินยูโรหรือปอนด์

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเขาปลูกส้มและมะนาวเพื่อส่งออกไปยุโรป แต่วันนี้ “ขยะจากยุโรป” กลับถูกส่งมายังพื้นที่เกษตรกรรมของเขา

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ต้นส้มและมะนาวในสวนเริ่มมีอาการผิดปกติ ผลผลิตลดลงอย่างหนัก ก่อนที่ต้นไม้บางส่วนจะฟื้นตัวในเวลาต่อมา แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าความเสียหายทั้งหมดเกิดจากการเผาขยะเพียงสาเหตุเดียว

เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนต้นทุนที่ชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับจากธุรกิจค้าขยะระหว่างประเทศ ทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความเสียหายทางการเกษตร และคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

ประกาศเป็นประเทศ ‘ขยะเป็นศูนย์’ แต่กลับ ‘รับขยะต่างชาติ’

ความย้อนแย้งของตุรกียิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อย้อนกลับไปในปี 2560 ซึ่งเอมีเน แอร์โดอัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของตุรกี ประกาศโครงการ Zero Waste Project หรือโครงการขยะเป็นศูนย์

นโยบายดังกล่าวตั้งเป้าลดปริมาณขยะ ส่งเสริมการคัดแยกและรีไซเคิล รวมถึงสร้างระบบจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนและการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ตุรกีกลับกลายเป็นปลายทางสำคัญของขยะพลาสติกจากยุโรป หลังจีนเริ่มปิดประตูรับขยะต่างชาติ

ข้อมูลจากองค์กร Earth Action ระบุว่า ตุรกีมีการจัดการขยะพลาสติกอย่างไม่เหมาะสมในสัดส่วนประมาณ 53.5% ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด ตามวิธีประเมินขององค์กร

ขณะที่รายงานของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ในปี 2563 ประเมินว่า ตุรกีเป็นประเทศที่มีการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน “มากเป็นอันดับ 3” รองจากอียิปต์และอิตาลี โดยมีปริมาณประมาณ 24,603 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาพลาสติกในทะเลตุรกีไม่ได้เกิดจากขยะนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากขยะภายในประเทศ น้ำเสีย และกระแสน้ำทะเลที่พัดพาขยะจากประเทศอื่นเข้ามา

ด้านรัฐบาลตุรกียืนยันว่า อนุญาตให้นำเข้าเฉพาะขยะพลาสติกที่สะอาดและสามารถรีไซเคิลได้ พร้อมระบุว่ามีระบบติดตามการขนส่งและตรวจสอบสถานประกอบการ

ระหว่างเดือนมกราคม 2564 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 รัฐบาลระบุว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการจัดการขยะและรีไซเคิล 29,126 ครั้ง ออกมาตรการลงโทษทางปกครอง 1,898 ครั้ง และสั่งระงับกิจการ 227 แห่ง พร้อมเรียกเก็บค่าปรับรวมกว่า 913 ล้านลีราตุรกี

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะมีมาตรการควบคุม แต่สาธารณชนยังมีคำถามถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบขยะที่นำเข้าจริง

EU พบปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปิดทางส่งขยะไปตุรกี

ประเด็นที่น่าจับตาคือ แม้สหภาพยุโรปจะรับทราบถึงปัญหาการจัดการขยะพลาสติกในตุรกี แต่ยังคง “อนุญาต” ให้ส่งออกขยะไปยังประเทศดังกล่าว

สำนักข่าว POLITICO รายงานว่า การประเมินของคณะกรรมาธิการยุโรปพบข้อกังวลหลายประการ ทั้งการขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีจัดการขยะ ความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย และข้อจำกัดในการติดตามตรวจสอบ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางกลุ่มประเมินว่า ขยะพลาสติกในตุรกีอาจถูกรีไซเคิลจริงเพียงประมาณ 10% ขณะที่ส่วนใหญ่ถูกนำไปฝังกลบ จัดการอย่างไม่เหมาะสม หรือรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม

แม้จะพบข้อกังวลเหล่านี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังตัดสินใจให้การส่งออกขยะไปตุรกีดำเนินต่อไป โดยให้เหตุผลว่า ตุรกีมีการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการบังคับใช้ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งโดยภาพรวมสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศและสหภาพยุโรปมากขึ้น

การตัดสินใจดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิ่งแวดล้อมว่า อาจเป็นการ “ผลักภาระมลพิษออกนอกยุโรป” แทนที่จะจัดการปัญหาที่ต้นทาง

ยิ่งไปกว่านั้น กฎระเบียบใหม่ของ EU ที่จะเริ่มห้ามส่งออกขยะพลาสติกไปยังประเทศนอกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 อาจทำให้ตุรกีได้รับขยะเพิ่มขึ้น เนื่องจากตุรกีเป็นสมาชิก OECD และยังเป็นหนึ่งในตลาดรองรับขยะพลาสติกสำคัญของยุโรป

ธุรกิจรีไซเคิล ใครโกยกำไร ใครจ่ายต้นทุน?

ในมุมธุรกิจค้าขยะข้ามชาติ ประเทศร่ำรวยสามารถลดต้นทุนการจัดการขยะด้วยการส่งออกไปต่างประเทศ ขณะที่โรงงานรีไซเคิลในตุรกี ได้วัตถุดิบราคาถูกมาป้อนอุตสาหกรรม สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจ

แต่กำไรของคนกลุ่มหนึ่ง อาจแลกมาด้วยต้นทุนที่คนอีกกลุ่มต้องแบกรับ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ปัญหานี้เรียกว่า “ต้นทุนภายนอก” เมื่อผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจ แต่“ต้นทุนมลพิษ” กลับถูกผลักให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้จ่าย ทั้งแม่น้ำที่ปนเปื้อน ขยะพลาสติกที่ไหลลงทะเล และพื้นที่เกษตรกรรมที่เสี่ยงได้รับความเสียหาย

ธุรกิจรีไซเคิลที่ดูเหมือนช่วยลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม จึงอาจกลายเป็นเพียงการ “ย้ายภาระมลพิษจากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนจัดการต่ำกว่า” หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด

ท้ายที่สุด เรื่องราวของตุรกีสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของเศรษฐกิจโลกว่า “ขยะไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกส่งต่อให้คนอื่นรับภาระ”

สำหรับประเทศร่ำรวย การส่งออกขยะอาจหมายถึงต้นทุนที่ลดลง แต่สำหรับประชาชนในประเทศปลายทาง นี่อาจหมายถึงแม่น้ำที่เน่าเสีย ผืนดินที่ปนเปื้อน และสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกหลายสิบปี

ดังคำกล่าวของชาวประมงในเมืองอาดานาที่สรุปความย้อนแย้งของธุรกิจนี้ได้อย่างเจ็บแสบว่า “มีคนเพียงไม่กี่คนที่ทำเงินจากการนำเข้าขยะ แต่ประชาชนและธรรมชาติต่างหากที่ต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุน”

อ้างอิง: mongabay, guardian, politico, europa

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...