โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ โพสต์รำลึก 6 ตุลาฯ 19 'เราไม่ได้เรียนรู้อะไร จากประวัติศาสตร์’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ต.ค. 2561 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 02.38 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการที่ปรึกษานิตยสารสารคดี และอดีตผู้บริหาร PPTV โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” รำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ระบุว่า

ข้าพเจ้าไม่ลืม 6 ตุลาคม 2519

ในชีวิตของคนเรา มีเหตุการณ์สะเทือนใจที่ไม่มีวันลืม

แม้จะผ่านมา 42ปี ภาพเหล่านี้ยังติดตา

ผมอาจจะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง

เวลานั้นผมอายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก คุ้นเคยกับธรรมศาสตร์ดีเพราะเดินเข้าออกมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกือบทุกอาทิตย์

ช่วงนั้นผมแวะเวียนมาร่วมกิจกรรม ประชุมกับพี่ๆ นักศึกษาโดยตลอด บรรยากาศตอนนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่แทบไม่ค่อยเข้าห้องเรียน ชาวนา ชาวไร่ กรรมกร เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยตลอดเวลา ร่วมกันคิดร่วมกันฝันว่า “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

จนกระทั่งเมื่อจอมพล ถนอม กิตติขจร ผู้ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้บวชเป็นสามเณรกลับเข้าประเทศ ก่อให้เกิดการประท้วงของนักศึกษาประชาชนไปทั่ว

นักศึกษา นัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง บรรดากลุ่มกระทิงแดงเข้ามาก่อกวนอย่างหนักถึงขนาดเอางูมาปล่อยในที่ชุมนุม ในที่สุดแกนนำคนหนึ่งซึ่งหากจำไม่ผิดคือ ธงชัย วินิจจะกูล ตอนนั้นอยู่ปี 2 ธรรมศาสตร์

ประกาศว่า หากสนามหลวงไม่อาจคุ้มครองเราได้ ขอให้พวกเราย้ายไปชุมนุมที่ลานโพ พอพูดจบบรรดาการ์ดก็รื้อเวที ช่วยกันเข็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรหลายสิบถังที่ใช้เป็นฐานรองเวที ผ่านหน้าเราไปตั้งเวทีใหม่ในธรรมศาสตร์

ผมมาร่วมชุมนุมด้วยในชุดนักเรียน พร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่พจนา จันทรสันติ พูดด้วยความตกใจว่า เสียงเข็นถังน้ำมัน เหมือนเสียงสายพานลำเลียงของรถถังไม่มีผิด ราวกับเป็นลางสังหรณ์

ผมเองไม่ทันคิดอะไร ยังร่วมร้องเพลง“สู้ไม่ถอย” พร้อมๆ กับผู้คนต่างทยอยเดินไปร่วมชุมนุมที่ลานโพจนล้นมาถึงสนามฟุตบอล และวันต่อมาก็ต้องย้ายเวทีมาที่สนามฟุตบอลเพราะลานโพดูจะเล็กเกินไปเสียแล้ว

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะมาร่วมชุมนุมจนรถเมล์เที่ยวสุดท้ายถึงได้กลับบ้าน เรื่อยมาถึงคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 สถานการณ์เลวร้ายลง มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหาร จะมีการล้อมปราบนักศึกษา บรรดาการ์ดต่างวางแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียด ผมนั่งอยู่ในสนามฟุตบอลจนใกล้เที่ยงคืน

จำได้ว่าพบพระไพศาล วิสาโล ตอนนั้นเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ปีสอง อดอาหารประท้วงรัฐบาล. และได้พบพี่สาวคนโต (มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) เธอไล่ให้ผมกลับบ้านเพราะไม่ปลอดภัย เวลานั้นผมคิดจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดนักเรียนเพื่อจะกลับมาร่วมชุมนุมใหม่ แต่พอกลับเข้าบ้านได้พ่อแม่ก็ไม่ยอมให้ออกจากบ้านเด็ดขาด ถึงขนาดใช้เข็มขัดเฆี่ยนตีด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ลูกสาวคนโตยังไม่กลับบ้าน

ตอนสายวันที่ 6 ตุลาคม มีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ช่อง 4 (ช่อง 9 ปัจจุบัน) เพียงช่องเดียวว่ามีการล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดร้ายที่สุด มีข่าวลือหนาหูว่าร่างนักศึกษาหลายคนที่โดนยิงตายถูกแทงปอดและทิ้งลงทะเลที่ชลบุรี ตกเย็นพวกผู้นำทหารทำรัฐประหาร ประกาศเคอร์ฟิวไม่ให้คนออกจากบ้านหลังเที่ยงคืน สิ่งที่ผมคิดได้ขณะนั้นคือต้องออกตามหาพี่สาวและเพื่อนหลายคนว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ น้ำตาไหลคิดถึงคนรู้จักว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร วันรุ่งขึ้นผมและเพื่อนออกตระเวนตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อตามหาผู้รอดชีวิต ไม่ก็ไปดูศพผู้เสียชีวิตว่าเป็นคนรู้จักหรือไม่ ผมนั่งรถเมล์ไปสังเกตการณ์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทหารถือปืนกันคนไม่ให้เข้าไป

ผมเดินต่อไปยังท้องสนามหลวง เห็นคนมุงซากยางรถยนต์ไหม้ซึ่งควันยังกรุ่น เห็นสิ่งของคล้ายกระดูกโผล่มาจากตรงนั้นจึงรู้ว่ามีคนถูกเผานั่งยาง เย็นนั้นนั่งรถเมล์มาที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน (สโมสรตำรวจในปัจจุบัน) ได้ข่าวว่าผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่นี่ พวกเรารอฟังประกาศรายชื่อผู้ต้องหาด้วยใจระทึก ภาวนาให้มีชื่อคนรู้จักเพราะอย่างน้อยก็ยังดีที่ได้รู้ว่าเขาไม่สูญหายหรือเสียชีวิต

เราได้ยินชื่อเพื่อนหลายคน รวมทั้งพระไพศาล แต่ไม่มีชื่อมด วนิดา ตอนนั้นมดเป็นแกนนำกรรมกรที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง เธอหนีรอดมาได้ และตัดสินใจเข้าป่าในเวลาต่อมา ส่วนผมกลับมาบ้าน คืนนั้นผมเอาหนังสือฝ่ายซ้ายหลายสิบเล่มเผาลงถังสังกะสีไม่ให้เพื่อนบ้านรู้ ทำลายหลักฐานที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเวลานั้นใครต่อใครล้วนถูกจับกุมคุมขังได้ทันทีในข้อหาเป็นภัยต่อสังคม

นั่งเผาหนังสือทั้งน้ำตานองหน้าด้วยความคับแค้นใจ สภาพตอนนั้นไม่ต่างกับบ้านแตกสาแหรกขาด คิดถึงคนที่โดนยิงตายหลายคน คิดถึงอีกหลายคนที่ยังตามหาไม่เจอ แต่อัดอั้นตันใจไม่รู้จะทำอะไรได้เพราะทหารตำรวจครองเมือง ใจหนึ่งก็อยากเข้าป่าเพื่อกลับมาแก้แค้น อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงพ่อแม่ที่กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะลูกสาวคนโตหายตัวไปเป็นอาทิตย์แล้ว

หลังเหตุการณ์ ผมเป็นอาสาสมัครไปช่วยงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม ตอนนั้นมีพระไพศาล วิสาโล (ยังไม่บวช) ฯลฯ ภารกิจของกลุ่มคือการรณรงค์ให้ปล่อยผู้นำนักศึกษา ๑๘ คนที่ถูกจับกุมคุมขังจากเหตุการณ์นั้น อาทิธงชัย วินิจจะกูล สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สุธรรม แสงประทุม วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ฯลฯ พวกเราผลัดกันไปเยี่ยมผู้ต้องหาที่ติดคุกในเรือนจำ ให้กำลังใจ คอยส่งข่าวความคืบหน้า และติดต่อกับองค์การนิรโทษกรรมสากลเผยแพร่ข่าวคดี 6 ตุลาในสื่อต่างประเทศเพื่อหวังกดดันรัฐบาลไทย จนในที่สุดผู้ต้องหาทั้งหมดก็ได้รับการปลดปล่อย

ขณะที่พวกเราโดนสันติบาลกดดันอย่างหนัก บ้างถูกดักฟังโทรศัพท์ บ้างมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยติดตามจนกลายเป็นเรื่องปรกติ เราทำงานค่อนข้างว้าเหว่ เพราะไม่มีใครกล้าแอ่นอกรับเรื่องนี้ ยอมรับว่าตอนนั้นบางครั้งผมก็กลัวโดนอุ้ม

6 ตุลาคม 2520

ครบ 1 ปีเหตุการณ์สังหารโหด บรรยากาศเวลานั้นเสรีภาพมีเพียงน้อยนิด กิจกรรมนักศึกษายังเป็นสิ่งต้องห้ามในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครกล้าพูดถึงการนองเลือดที่เพิ่งผ่านไป เช้าวันนั้นผมสวมชุด รด. ออกจากบ้านเพราะมีเรียนวิชาทหาร ก่อนไปเรียนแวะมาท่าพระจันทร์ เพราะนัดพรรคพวกสามสี่คนมาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำได้ว่าวันนั้นมีเฉพาะพวกเราเท่านั้นมาร่วมไว้อาลัย ช่างภาพสื่อมวลชนต่างประเทศจำนวนมากมารอทำข่าว แต่ไม่มีนักข่าวไทยเลย พอเราตักบาตรเสร็จ นักข่าวฝรั่งพยายามตามมาสัมภาษณ์ เราไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินไปท้องสนามหลวงพร้อมถือดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย เราหยุดใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง ยืนพนมมือสงบนิ่ง ปักธูปและแขวนดอกไม้ไว้บนกิ่งไม้ต้นนั้นที่เมื่อปีก่อนนักศึกษาคนหนึ่งถูกแขวนคออย่างทารุณ

42 ปีผ่านไป ภาพเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดจนถึงปัจจุบัน เป็นบทพิสูจน์ว่า

“ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า
เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...